ศัพท์ภาษาหมอ ก็คือ เลือดจาง หรือเป็น โรคโลหิตจาง ภาษาชาวบ้านมักจะพูดถึงโลหิตจางว่าเป็น โรคซีด สรุปแบบชาวบ้าน คนเป็นโรคซีด ก็คือการมีเลือดน้อย แต่เมื่อเป็นชาวบ้านก็มักจะไม่สามารถอธิบายให้เห็นชัดได้ว่า เลือดน้อย นั้น น้อยขนาดไหน และมีอะไรเป็นเครื่องวัด

เป็นโอกาสดีที่ผม (อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต) จะได้เอาเรื่อง เลือดจาง หรือ โลหิตจาง หรือ เลือดน้อย มาบอก ในด้านการแพทย์มีศัพท์อยู่ 3 คำเกี่ยวกับเรื่องเลือด ซึ่งชาวบ้านอย่างเราๆ น่าจะรู้จักกันไว้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นนักที่เราจะเรียนรู้

สามคำนี้ก็คือ HEMOGLOBIN, RED CELL COUNT, HEMATOCRIT

HEMOGLOBIN เป็นสารผสมระหว่างโปรตีนกับเหล็กอยู่ในเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงตามเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย และนำเอาคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์กลับไปฟอกที่ปอด พูดอย่างภาษาชาวบ้านก็คือฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง

RED CELL COUNT คือ การนับจำนวนเม็ดเลือดแดง ถ้าประมาณอย่างคร่าวๆ ปริมาณของเลือดควรจะมีประมาณ 7-8% ของน้ำหนักตัว น้อยกว่านี้แสดงว่าเลือดจาง

HEMATOCRIT คือ ปริมาณของเลือดแดงวัดเปรียบเทียบกับสัดส่วนทั้งหมดของเลือดที่มีอยู่ ในร่างกาย เราจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ถ้าผู้ชายปริมาณปกติควรจะเป็น 43-49% ถ้าเป็นผู้หญิงก็ประมาณ 37-43% ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่าเลือดจาง

เลือดจาง โลหิตจาง เลือดน้อย โรคโลหิตจาง โรคเลือดจาง โรคเลือด

เมื่อเราตรวจเลือดและวัดปริมาณของ 3 ตัวที่กล่าวมานี้ ถ้าต่ำกว่าเกณฑ์ทั้ง 3 ตัว แปลว่าเป็นโรคโลหิตจางแน่นอน เมื่อเราตรวจเลือดดูพบว่าทั้ง 3 ตัวนี้ต่ำกว่าเกณฑ์แล้ว จะตัดสินว่าเป็นโรคโลหิตจาง ก็ต้องดูตามอาการซึ่งปรากฏแก่ตัวผู้ป่วยด้วย

อาการทั่วๆ ไปก็คือ ความเหนื่อยเพลีย หายใจไม่ค่อยออก (ทำงานนิดๆ หน่อยๆ ก็หมดแรง) เวียนหัว ปวดหัว นอนไม่หลับ ผิวหนังเนื้อ ตัวซีดเซียว นอกจากนั้น ยังมีอาการเกี่ยวกับระบบต่างๆ ของร่างกายอื่นๆ อีกด้วย เช่น ระบบย่อยก็มักจะมีอาการเบื่ออาหาร ท้องไส้ปั่นป่วนตลอดเวลา หัวใจเต้นผิดปกติ

โดยเหตุที่อาการซีดเซียว มักจะเกิดแก่ผู้เป็นโรคโลหิตจาง และก็มักจะเริ่มด้วยความผิดปกติของเฮโมโกลบินก่อนเพื่อน เฮโมโกลบินนั้นดังที่บอกแล้วเป็นสารผสมระหว่างโปรตีนและธาตุเหล็ก แพทย์จึงมักจะให้คนไข้กินธาตุเหล็กอย่างชนิดสกัดเป็นเม็ดไว้ก่อน สีของเลือดก็มักจะสดใสดูดีขึ้น (ภาษาชาวบ้าน “เลือดฝาดดี”)

อย่างไรก็ตาม การแก้โรคโลหิตจางไม่ใช่อยู่ที่การให้กินธาตุเหล็กอย่างเดียว ต้องหาสาเหตุแท้จริงของโรคโลหิตจางให้พบเสียก่อน แล้วแก้ที่ต้นเหตุให้ได้ โรคโลหิตจางและอาการอื่นๆ ที่ตามมาเพราะโลหิตจางจึงจะหายขาด

สาเหตุแรกมักจะเกิดจากการกินผิด ซึ่งก็หมายถึงการขาดสารอาหารประเภทโปรตีน นอกนั้นอาการอื่นๆ ก็มักจะเกี่ยวกับความผิดปกติของการทำงานของไขกระดูก หรือบางทีเกิดจากการป่วยเป็นมะเร็ง ต้องใช้ยาหรือเคมีบำบัด ซึ่งเป็นตัวทำลายเลือด ทำให้เกิดโรคโลหิตจางอย่างแรงได้

ชนิดต่างๆ ของโรคโลหิตจาง

1. HEMOLYTIC ANEMIA หรือจะเรียกกันแบบชาวบ้านว่า โรคโลหิตจางเพราะขาดวิตามิน E

เท่าที่พบมาส่วนมากมักจะเกิดกับเด็กซึ่งคลอดก่อนกำหนด เพราะฉะนั้นการแก้ง่ายๆ จึงแก้กันที่ให้เด็กกินวิตามิน E 75-100 IU. โดยเจือปนลงในอาหาร

แต่ก็มีข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้วิตามิน E เพราะเด็ก หรือแม้แต่ผู้ใหญ่บางคนจะมีอาการแพ้วิตามิน E ได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง หรือแม้แต่โรคหัวใจก็ต้องระวัง รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคไทรอยด์ผิดปกติด้วย

วิธีใช้ก็คือค่อยๆ ผ่อนใช้วิตามิน E ในตอนต้นๆ โดยให้ปริมาณ 30-100 IU. (อย่าให้เกินนี้) เป็นเวลาประมาณ 6 อาทิตย์ เมื่อเห็นว่าร่างกายปรับตัวเองให้คุ้นเคยกับวิตามิน E ได้แล้ว จึงให้กินได้เป็นประจำ โดยไม่ให้เกินวันละ 400 IU.

มีบางคนจะมีอาการแพ้ข้าวสาลี เพราะฉะนั้นให้ดูที่ฉลากวิตามินด้วยว่า วิตามิน E ขวดนั้นผลิตจากน้ำมันรำข้าวหรือจมูกข้าวสาลีหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นภูมิแพ้ข้าวสาลี อย่ากินวิตามิน E ซึ่งผลิตจากข้าวสาลี

ท่านที่กินวิตามิน E เป็นประจำ ควรจะกินซีเลเนียม (SELENIUM) ควบคู่ตามไปด้วย เพราะ ซีเลเนียมจะช่วยส่งเสริมการทำงานของวิตามิน E ให้ดีขึ้น ใช้ซีเลเนียมในขนาดเม็ดละ 30-100 ไมโครกรัม

2. HEGOBLAS-TIC ANEMIA หรือโรคโลหิตจางเพราะขาดวิตามิน FOLIC ACID

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางชนิดนี้ ปรากฏว่าเมื่อตรวจเลือดจะพบเม็ดเลือดแดงโตกว่าปกติ โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงที่มีครรภ์ นอกไปจากนั้นก็มักจะพบในผู้ที่ชอบรับประทานอาหารประเภทแป้งขาวมากๆ บางคนที่มักจะกินแอสไพรินเป็นประจำ (ส่วนมากมีอาการทางโรคหัวใจ และก็เชื่อคำบอกเล่ากินแอสไพรินเป็นประจำจะช่วยให้อาการโรคหัวใจทุเลาลงจริงหรือไม่ ยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์) และผู้ที่ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำก็มักจะมีอาการเม็ดเลือดแดงโตกว่าปกติดังที่ได้ระบุไว้ วิธีแก้คือให้กิน FOLIC ACID ชนิดเม็ดเป็นประจำ ขนาดไม่เกินเม็ดละ 400 ไมโครกรัม

เลือดจาง โลหิตจาง เลือดน้อย โรคโลหิตจาง โรคเลือดจาง โรคเลือด

3. PERNICIOUS ANEMIA หรือโรคโลหิตจางเพราะขาดวิตามิน B 12

สำหรับผู้ที่ขาดวิตามิน B 12 และกลายเป็นโรคโลหิตจางชนิดนี้นั้น เมื่อตรวจสอบดูมักจะพบว่ามีความผิดปกติต่อการดูดซึมสารอาหารโดยเฉพาะ B 12 นี้ที่กระเพาะอาหาร ต้องกินวิตามิน B 12 เป็นประจำ ในบางกรณีต้องใช้ B 12 นี้ฉีดเป็นตัวช่วยเสริมด้วย แต่คนไข้บางคนก็เพียงแต่ได้รับ FOLIC ACID เข้าร่วมด้วยก็สามารถทำให้อาการขาด B 12 ดีขึ้น ฉะนั้น คนไข้บางคนควรจะกินทั้ง B 12 ร่วมด้วย FOLIC ACID พร้อมๆ กัน

4. SIDEROBLASTIC ANEMIA หรือโรคโลหิตจางชนิดขาดวิตามิน B 6

SIDEROBLAST เป็นเซลล์เลือดแดงชนิดตัวอ่อนในกรณีที่คนไข้ขาดธาตุเหล็ก เซลล์ตัวอ่อนชนิดนี้จะหายไป ทำให้เกิดเป็นโรคโลหิตจาง อย่างไรก็ตาม มีรายงานทางการแพทย์ว่าวิตามิน B 6 ช่วยแก้ไขโลหิตจางนี้ได้ การแก้ไขนั้นจะแนะนำให้กินวิตามิน B 6 เป็นประจำ วันละอย่างน้อย 100 มก. และควรจะให้กินแร่ธาตุแมกนีเซียมเป็นตัวเสริมด้วย จะช่วยในการทำงานของ B 6 ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

5. HEREDITARY AND RARE ANEMIAS โรคโลหิตจางชนิดนี้เชื่อกันว่าเกิดจากกรรมพันธุ์

เป็นเรื่องค่อนข้างยากและสลับซับซ้อนที่จะแก้โรคใดๆ ก็ตามที่เป็นโรคกรรมพันธุ์

อาการทั่วๆ ไปของคนที่ เลือดจาง หรือโลหิตจาง อาการทั่วไปเหล่านี้จะมีเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคโลหิตจางชนิดไหน

1. ความเหนื่อยเพลีย ความเหนื่อยเพลียเช่นนี้ คุณจะรู้สึกว่าเป็นอาการผิดสังเกต คือจะไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมจึงเหนื่อยหรือเพลียง่ายๆ เช่นนั้น

สมมติว่าคุณลองไปวิ่งระยะไกลสัก 3 หรือ 5 กม. พอวิ่งไปครบระยะทางที่ต้องการ คุณรู้สึกเหนื่อยเหงื่อแตกโทรม หัวใจเต้นแรง คุณรู้สึกอยากจะนั่งพักลงสักนิด นั่นถือว่าเป็นการเหนื่อยเพลีย ตามธรรมดา คนที่ร่างกายแข็งแรง เวลาออกแรงหรือเล่นกีฬาเหงื่อก็ต้องออก หัวใจก็ต้องเต้นแรง อยากจะพักสักนิด เอาเป็นไรไปก็นั่งพักหน่อยเดียวก็จะหายเหนื่อย

แต่คนที่เริ่มออกวิ่ง วิ่งไปได้สัก 100 เมตรก็หายใจไม่ออก หน้าเขียว ต้องนั่งสักพักแล้วก็ทำท่าจะเป็นลม หรือบางทีตอนเช้าจะต้องรีบไปทำงาน จะตื่น 6 โมงเช้า แต่พอลืมตาขึ้นก็ลุกไม่ไหว สองตัวอย่างนี้เป็นการเหนื่อยเพลียซึ่งผิดปกติ ถ้าหาสาเหตุไม่เจอะ ให้คิดดูก่อนว่าคุณอาจจะเป็นโรคโลหิตจางหรือเปล่า

2. หายใจไม่ออก หรือหอบหืดระหว่างทำงานหรือออกกำลังกาย

3. ปวดหัว เวียนหัว อาจจะเป็นบ่อยประจำทุกๆ วัน หรือแม้แต่อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ก็ถือว่าเป็นบ่อยด้วย

เลือดจาง โลหิตจาง เลือดน้อย โรคโลหิตจาง โรคเลือดจาง โรคเลือด

4. นอนไม่หลับ

5. ผิวซีดหรือค่อนข้างเหลือง ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็คือ ดูเหมือนเป็นคนผอมแรงน้อย

6. เบื่ออาหารและช่องท้อง กระเพาะลำไส้มีอาการผิดปกติ

ถ้าอาการต่างๆ เหล่านี้มีสัก 5-6 รายการพร้อมๆ กัน ก็ค่อนข้างจะแน่นอนว่าคุณเป็นโรคโลหิตจาง

ถ้าจะให้แน่นอนอีกชั้นหนึ่ง ลองไปที่โรงพยาบาลหรือคลินิกขอตรวจเลือด และมีผลเลือดต่ำ ตามรายการที่ระบุไว้ในคอลัมน์ อาทิตย์ก่อน ก็เป็นอันว่าโลหิตจางแน่นอน

ขอแถมอีกรายการหนึ่งสำหรับ คุณผู้หญิงที่เริ่มตั้งครรภ์ตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไป ถ้ามีอาการเหมือนที่ระบุไว้ข้างบนนี้สัก 4-5 ข้อขึ้นไป คุณก็คงมีอาการเริ่มเป็นโลหิตจางแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนจะตั้งครรภ์คุณก็แข็งแรงดีที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเมื่อคุณเริ่มตั้งครรภ์นั้น คุณแม่จะกินหรือพักผ่อนอย่างใด ก็เหมือนกับคุณต้องทำให้คน 2 คนในคนคนเดียว คือ คนเดียวต้องเลี้ยงดูสองคน เลือดในตัวก็ต้องแบ่งให้ลูกในท้องด้วย กินไม่พอ พักผ่อนไม่พอ นอกจากแม่จะเลือดน้อยแล้ว ลูกในท้องก็จะพลอยเลือดน้อยตามแม่ไปด้วย

แล้วจะแก้อย่างไรดีเล่า แน่นอนครับ เริ่มต้นก็ต้องแก้ที่อาหารก่อน โรคโลหิตจางทั่วๆไป มักจะเป็นเพราะ ขาดสารอาหารประเภทโปรตีนและวิตามิน-แร่ธาตุ ถ้าคุณกินอาหารตามสูตรชีวจิตตลอดมา คุณคงจะไม่เป็นโรคโลหิตจาง แต่ถ้าไม่ได้กินอาหารชีวจิตก็ขอให้เริ่มกินเสียแต่เดี๋ยวนี้

อาหารชีวจิตตามสูตรปกตินั้น เราให้ กินข้าวประเภทไม่ขัดขาว (ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ) 50% ของปริมาณอาหารหนึ่งมื้อ ผัก 25% โปรตีนจากพืช (ถั่วเหลือง-ถั่วอื่นๆ+ผลิตผลจากถั่ว เต้าหู้และปลาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง) ปริมาณ 15% และเบ็ดเตล็ด 10%  สูตรนี้สำหรับคนเป็นโรคโลหิตจาง ข้าวอาจจะมากไปหน่อย จึงขอให้ลดข้าวและเพิ่มผัก เพิ่มโปรตีนให้มากขึ้น ฉะนั้น ให้ลดข้าวเหลือ 30% ผักเพิ่มเป็น 35% โปรตีนเพิ่มเป็น 25% (และปลาเพิ่มได้เป็นอาทิตย์ละ 5 ครั้ง) ส่วนเบ็ดเตล็ดคงเป็น 10% ตามเดิม

ตามสูตรอาหารชีวจิตที่แนะนำนี้ อาจจะเลือกเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กโฟลิค แอซิดและ B12 คือ หอย ปลา ถั่วต่างๆ แอส-ปารากัส ข้าวโอ๊ต แครอต แคนตาลูป ฟักทอง อา-โวคาโด ผลไม้แห้ง ลูกพีช อินทผลัม-กล้วยตาก จมูกข้าว (ข้าวสาลีและข้าวเจ้า)

นอกนั้นก็ขอแนะนำวิตามินและแร่ธาตุต่างๆชนิดที่สกัดเป็นเม็ด ตามรายการที่ระบุไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนคือ เหล็ก วิตามิน E โฟลิค แอซิด วิตามิน B12, B6 และแมกนีเซียม

วิธีกินและปริมาณของวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ ก็ขอให้กินตามขนาดที่ระบุไว้ในอาทิตย์ ก่อนเช่นกัน จะกินนานเท่าไหร่ คำตอบก็คือ กินจนรู้สึกว่าอาการทุกอย่างดีขึ้น ซึ่งก็จะตกอยู่ ระหว่าง 4-6 อาทิตย์ และเมื่ออาการดีขึ้นจน รู้สึกว่า อยู่ตัว แล้ว จะหยุดกินวิตามินและแร่ ธาตุชนิดอย่างเป็นเม็ดเสียก็ได้

แต่อาหารตามสูตร ควรจะกินต่อไปเรื่อยๆ และเน้นเรื่องชนิดของอาหารพิเศษตามที่ได้แนะนำไว้ข้างต้นนั้น ต่อไปนี้เป็น อาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพรพิเศษแบบยากลางบ้านตำรับอเมริกัน ซึ่งศาสตราจารย์นายแพทย์ ดี.ซี.จาร์วิส ได้ แนะนำไว้ และผมเองได้ทดลองปฏิบัติดู และได้แนะนำให้เพื่อนชาวชีวจิตลองปฏิบัติดู ปรากฏว่าได้ผลดีคือ

1. น้ำแอปเปิ้ล (ควรจะคั้นน้ำสดๆ กินเอง) ช่วยแก้กระหายน้ำ และมีธาตุเหล็กอยู่ด้วย

2. น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ จะเป็นน้ำอัดในขวดสั่งมาจากต่างประเทศ ตามซุปเปอร์มาร์เกตมีขายแทบทุกแห่ง ใช้น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์หนึ่งช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว ดื่มหลังอาหาร

3. น้ำหัวบีทคั้นสดๆ ครึ่งแก้ว สำหรับตำรับนี้ ไม่ค่อยเหมาะกับรสคนไทย เพราะรสชาติจะขื่นๆไม่ค่อยถูกปากคนไทยเท่าไหร่

4. น้ำชาคาโมไมล์ ชาฝรั่งทำเป็นซองๆ แช่น้ำเดือด มีขายตามร้านชาฝรั่งทั่วไป ใช้ชาคาโมไมล์หนึ่งซองชงกับน้ำเดือดแล้วใช้ เปลือกส้มชนิดสีแดง (จะเป็นเปลือกส้มแบบหนาๆ) ตากแห้งแล้วบดละเอียด ใช้สักหนึ่งช้อนโต๊ะ ผสมกับชาคาโมไมล์ชงน้ำเดือดหนึ่งซอง ก่อนจะดื่ม ให้เหยาะบรั่นดีลงสักหนึ่งช้อนชา (เหยาะๆ นะครับ ไม่ใช่เป็นแก้ว) อย่างนั้นเขาเรียกว่ากินเหล้า ไม่ใช่กินยาแล้ว

ข้อมูลจาก ดร.สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต คอลัมน์ เปิดประตูหลังบ้าน นิตยสารชีวจิต ฉบับ 303-304

บทความน่าสนใจอื่นๆ

เสริมระบบการหายใจ เยียวยาภูมิแพ้ ด้วยหลักการชีวจิต