วัยทอง ในเพศหญิงมีระยะเวลาตั้งแต่ 40 – 59 ปี แพทย์หญิงสเตฟานี ฟาเบียน ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ สมาคมแพทย์นรีเวชวัยทองอเมริกาเหนือ ประเทศสหรัฐอเมริกา อธิบายว่าแบ่งเป็น 3 ระยะ

ระยะก่อนหมดประจำเดือนกินเวลา 2 – 3 ปี พบว่า ระดับฮอร์โมนเพศเริ่มแปรปรวน โดยระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนมีมากเกินไป ขณะที่ระดับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนมีน้อยเกินไป

ระยะหมดประจำเดือนเริ่มเมื่อประจำเดือนไม่มาและกินเวลาต่อเนื่อง 1 ปี

ระยะหลังหมดประจำเดือนเริ่มหลังหมดประจำเดือนครบ 1 ปี

ส่วนอายุเฉลี่ยของหญิงไทยที่หมดประจำเดือนนั้น ศาสตราจารย์ นายแพทย์รชตะ รชตะนาวิน ที่ปรึกษาคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าอยู่ที่ 48 – 50 ปี

แนวทางดูแลเต้านมสำหรับ วัยทอง

แพทย์หญิงสเตฟานี อธิบายว่า ในช่วงก่อนหมดประจำเดือนเต้านมจะนิ่มและบวมขึ้นได้ เนื่องจากยังอยู่ในระยะที่ระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนแปรปรวน แต่เมื่อเข้าสู่ระยะหมดประจำเดือนฮอร์โมนเอสโทรเจนลดลง ทำให้ผิวสัมผัสของเต้านมเปลี่ยนไป เช่น ผิวไม่เรียบ สัมผัสแล้วรู้สึกเป็นลูกคลื่น หย่อนคล้อย นิ่มลง ไม่เต่งตึงเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องตกใจ เป็นเรื่องที่พบได้ตามปกติ

แต่ถ้าเป็นกรณีของหญิงเข้าสู่ระยะหลังหมดประจำเดือนแล้ว แต่ได้รับฮอร์โมนทดแทน อาจรู้สึกคัดหรือตึงเต้านมได้ใกล้เคียงกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระยะก่อนมีประจำเดือน

แมมโมแกรมวิธีตรวจเต้านมเพื่อวัย 40+

นอกจากการตรวจเต้านมตนเองเป็นประจำทุกเดือน หญิงวัย 40+ ที่มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมมากกว่าหญิงทั่วไป ควรเข้ารับการตรวจเต้านมด้วยเครื่องเอกซเรย์แมมโมแกรมทุก 1 – 2 ปี ทั้งนี้สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ระบุถึงกลุ่มที่ควรเข้ารับการตรวจดังกล่าวไว้ 5 กลุ่ม ได้แก่

1. มีสมาชิกครอบครัว ได้แก่ ยาย แม่ พ่สี าว น้องสาวเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ก่อนอายุ 50 ปี

2. เคยได้รับการฉายแสงบริเวณหน้าอกตั้งแต่อายุน้อย

3. เคยได้รับการเจาะชิ้นเนื้อ หรือผ่าตัดเต้านมแล้ว พบการเจริญของเซลล์ผิดปกติที่เพิ่มความเสี่ยงหรือพัฒนากลายเป็นมะเร็งเต้านมในอนาคตได้ เช่น Atypical Ductal Hyperplasia (ADH) Atypical Lobular Hyperplasia (ALH) และ Lobular Carcinoma in Situ (LCIS) หรือมีประวัติมะเร็งเต้านมในเต้านมอีกข้าง

4. ไม่เคยมีลูก หรือมีลูกคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี

5. ผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเสริมทดแทนในวัยทองต่อเนื่องมากกว่า 5 ปี

วัยทอง

แนวทางดูแลกระดูกสำหรับหญิง วัยทอง

แพทย์หญิงสเตฟานีอธิบายว่า มวลกระดูกของมนุษย์จะมีความหนาแน่นสูงสุดในวัยก่อน 30 ปี หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง ในเพศหญิงมวลกระดูกจะลดลงในอัตราสูงสุดในช่วง 1 – 2 ปีแรกหลังหมดประจำเดือนและลดลงต่อเนื่อง แต่จะเป็นไปในอัตราที่ค่อยๆ ชะลอตัวลง

ส่วนสถิติจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย พบว่า 1 ใน 3 ของเพศหญงิ ทหี่ มดประจำเดือนและอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นโรคกระดูกพรุนขณะที่ 1 ใน 5 ของเพศชายที่อายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นโรคกระดูกพรุน

ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยกระดูกพรุนไม่รู้ว่าตนเป็นโรคนี้กว่าจะรู้ว่าเป็นโรคกระดูกพรุนก็ต่อเมื่อมาพบแพทย์ โดยอาการที่พบบ่อย คือ กระดูกทรุด กระดูกเปราะและหักง่าย ปวดหลัง หลังโก่งงอ เคลื่อนไหวลำบาก หายใจลำบาก ปอดทำงานได้ไม่ดี เหนื่อยง่าย

ขยับร่างกาย ทำกิจกรรมกลางแจ้ง

คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนในวัยนี้ แพทย์หญิงสเตฟานีแนะนำว่า อย่าคิดว่าตัวเองอายุมากแล้วต้องอยู่เฉยๆ ขอให้นึกเสมอว่า อยู่นิ่งมากเท่าไร เสี่ยงกระดูกพรุนมากเท่านั้น

ขอให้หันไปทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกในยามว่าง แบ่งเวลาหลังเลิกงานวันละ 1 – 2 ชั่วโมงไปออกกำลังกาย ทำกิจกรรมนันทนาการสนุกๆ เช่น เต้นรำ ท่องเที่ยว และกิจกรรมการกุศล เช่น เป็นอาสาสมัครตามโรงพยาบาลหรือมูลนิธิต่างๆ

ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกทำกิจกรรมกลางแจ้ง รับแสงแดดยามเช้า เช่น วิ่ง เดินเร็ว หรือทำสวน ครั้งละ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง กระตุ้นให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีตามธรรมชาติ

แนวทางดูแลหัวใจสำหรับ วัยทอง

ผู้หญิงหลายคนอาจไม่ทราบว่า เมื่อเข้าสู่วัยทองแล้วตนเองมีโอกาสเสี่ยงโรคหัวใจมากขึ้น ในประเด็นนี้แพทย์หญิงสเตฟานี อธิบายว่า นั่นเป็นเพราะระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนที่ลดลง ส่งผลให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น หัวใจจึงจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปให้ทั่วร่างกายได้เหมือนเดิม

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่ทำให้โอกาสเสี่ยงโรคหัวใจสูงขึ้นได้ เช่น ระดับคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในกลุ่มหญิงวัยทอง โดยทั่วไปผู้หญิงก่อนเข้าสู่วัยทองมีสถิติป่วยเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ชายวัยเดียวกัน ถ้ายิ่งเป็นกลุ่มเข้าสู่วัยทองเร็ว คือเริ่มพบอาการวัยทองตั้งแต่ 40 – 45 ปี โอกาสเสี่ยงโรคหัวใจก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของผู้หญิงวัยเดียวกันที่ยังไม่พบอาการวัยทอง

วัยทอง

รู้หรือไม่ “โรคหัวใจสลาย” มีจริง

นอกจากโรคหัวใจแล้ว ปัจจุบันยังพบข้อมูลว่า หญิงวัยทองเป็นกลุ่มที่มีอาการ “หัวใจสลาย” มากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ อาการนี้เกิดจากความผิดปกติของหัวใจห้องล่างซ้าย มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Broken Heart Syndrome ปรากฏรายงานเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2542 โดยทีมนักวิจัยในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเรียกชื่อความผิดปกตินี้ว่า Takotsubo cardiomyopathy เพราะพบว่าบริเวณหัวใจห้องล่างซ้ายมีลักษณะโป่งพอง ดูคล้ายไหดักจับปลาหมึกของญี่ปุ่นที่ชื่อ Takotsubo

ผู้ที่มีความผิดปกติของหัวใจประเภทนี้ ร้อยละ 90 เป็นผู้หญิงอายุ 58 – 75 ปี ซึ่งอยู่ในระยะหลังหมดประจำเดือน ก่อนหน้านี้ก็มีประวัติสุขภาพแข็งแรงดี ไม่เคยมีอาการของโรคหัวใจมาก่อน แต่เมื่อเผชิญกับ

ความเครียดทางร่างกายหรือจิตใจมากๆ จะมาพบแพทย์ด้วยอาการ ดังนี้

1. เจ็บหน้าอก หายใจไม่ทัน หลังเผชิญความเครียดทางร่างกายหรือจิตใจ

2. คลื่นไฟฟ้าหัวใจมีลักษณะผิดปกติ

3. พบความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ

4. หัวใจห้องล่างซ้ายเคลื่อนไหวผิดปกติไปจากเดิม

แนวทางดูแลสมองสำหรับ วัยทอง

เมื่อเอ่ยถึงอาการหรือความผิดปกติเกี่ยวกับสมอง คนทั่วไปมักจะนึกถึง โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์เป็นลำดับต้นๆ แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าโรคอัลไซเมอร์อาจมีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนที่ลดลงด้วย

กิจกรรมฟิตสมอง เลือกได้ตามใจชอบ

แพทย์หญิงสเตฟานีอธิบายว่า แม้ความเสื่อมของสมองจะเกิดขึ้นตามวัยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ปัจจุบันมีข้อมูลจากงานวิจัยของสถาบันการแพทย์ Mayo Clinic สหรัฐอเมริกา พบว่า

• กิจกรรมที่ทำให้สมองสั่งการให้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ตา หู มือ แขน ขา ทำงานพร้อมๆ กัน เช่น การเต้นรำ ร้องเพลง เล่นดนตรี วาดภาพ ถักนิตติ้ง ทำงานฝีมือ การเดินทางท่องเที่ยว

• กิจกรรมที่ต้องใช้สมอง เช่น การอ่านหนังสือ เล่นเกมคอมพิวเตอร์เรียนภาษาใหม่ๆ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงความจำเสื่อมลงได้ร้อยละ 30 – 50

ข้อมูลจาก คอลัมน์เรื่องพิเศษ นิตยสารชีวจิต ฉบับ 507

บทความน่าสนใจอื่นๆ

วัยทองโรคและปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงทุกคนควรต้องรู้!!

สูตรวิตามิน แก้อาการวัยทอง