กลิ่นตัว แรง เป็นเรื่องที่ไม่พึงประสงค์ของใครต่อใครหลายคน โดยเฉพาะคนรอบข้าง ถ้ากลิ่นนั้นเหม็นมาก ถือเป็นการรบกวนคนอื่นที่อยู่ร่วมกันในที่สาธารณะได้

ช่วงฤดูฝนกลิ่นตัวแบบกลิ่นอับ เหม็นเปรี้ยวเกิดขึ้นได้ง่าย แถมมีกลิ่นโชยแรงกว่าปกติ ปัญหานี้จึงถือเป็นปัญหาใหญ่ที่เราควรรู้สาเหตุและศึกษาให้เข้าใจ พร้อมหาวิธีลดกลิ่นตัวอย่างถาวรเพื่อรักษาสุขอนามัยให้ตัวเองไม่เสียบุคลิกภาพ

กลิ่นตัว เกิดจากอะไร

กลิ่นตัวนั้นมาจากจุดไหนในร่างกายบ้าง ส่วนมากแล้วจุดที่กำเนิดกลิ่นตัวมักเกิดขึ้นที่บริเวณท้ายทอย รักแร้ ขาหนีบ ส่วนข้อพับแขน เฉพาะคนอ้วนมักมีกลิ่นตรงใต้ราวนม และอาจจะมีบ้างที่มีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ

“กลิ่นตัว” มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ฝังตัวอยู่ตามบริเวณจุดต่างๆ ในร่างกายดังที่จะยกตัวอย่าง เมื่อแบคทีเรียชนิดนี้ไปทำปฏิกิริยากับต่อมเหงื่อด้วยการย่อยสลายเหงื่อจึงทำให้เกิดเชื้อรา ต่อมเหงื่อมีชื่อว่า Apocrine (อะโปไครน์) มีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศชายคือฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน เหงื่อจึงถูกขับออกมาจากต่อมอะโปไครน์ และมีส่วนประกอบของไขมันกับโปรตีนซ่งึ เป็นอาหารช้นั ดีของเชื้อแบคทีเรีย

เมื่อร่างกายผลิตเหงื่อออกมามากเกินไปเป็นสาเหตุให้เกิดความอับชื้นและเกิดกลิ่นเหม็นฉุนตามมา โดยท่ั่วไปสามารถพบกลิ่นตัวได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากในเพศชายนั้นมีการผลิตเหงื่อมากกว่าเพศหญิงและกลิ่นเหม็นอับนี้มักเกิดขึ้นที่บริเวณรักแร้ ข้อพับ ขาหนีบ ข้อมือ ท้ายทอย ใต้ราวนม บริเวณอวัยวะเพศ

กลิ่นตัว กลิ่นอับชื้น กลิ่นรักแร้

ปัจจัยการเกิดกลิ่นตัว

1. เชื้อชาติ

พบว่าชาวยุโรปและชาวอินเดียมักมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนฝั่งเอเชีย และคนผิวดำจะมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนผิวขาว เนื่องจากมีพันธุกรรมที่กลิ่นเหงื่อจากต่อมเหงื่อของคนดำจะมีความรุนแรงกว่าคนผิวขาว

2. อาหาร

อาหารมีส่วนทำให้เกิดกล่นิ ตัวได้เช่นกันโดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน นม เนยที่มีกรดไขมันสูง สารระเหยในอาหารเหล่านี้ถูกขับออกมากับเหงื่อและทำให้เกิดกลิ่นได้

อาหารรสจัดก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว ไม่ว่าจะเป็นรสเผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด หรืออาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หัวหอม ข่า ตะไคร้ ผงกะหรี่ พริกไทย หรือผลไม้ที่มีสารกำมะถันอย่างทุเรียน สะตอ ชะอม เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีส่วนเพิ่มกลิ่นตัวมากกว่าปกติ แถมรสชาติที่เผ็ดร้อนยังเป็นการขับเหงื่อให้ออกมาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

3. ฮอร์โมน

ช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน มากที่สุดคือ ช่วงวัยรุ่น เพราะเป็นวัยที่ทำกิจกรรมหลายอย่าง ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันและต่อมเหงื่ออยู่ตลอด มีผลต่อการเกิดกลิ่นตัวได้ง่าย เช่นกัน ซึ่งสาเหตุนี้จะมีผลน้อยลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น

4. การรักษาอนามัยส่วนบุคคล

ปัจจัยนี้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศด้วย คนที่อาศัยอยู่ในเขตหนาวโอกาสที่จะอาบน้ำชำระร่างกายจะน้อยกว่าคนที่อาศัยในเขตร้อน จึงมีโอกาสเกิดกลิ่นตัวได้ง่ายกว่า หรือคนที่อ้วนน้ำหนักเกินเหงื่อจะออกง่ายกว่าคนผอม ทำให้คนอ้วนมักจะมีกลิ่นตัวมากกว่าคนผอม

เคล็ดลับการกำจัดกลิ่นตัว

รักษาความสะอาดของร่างกายเป็นประจำ เช่นควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวถูให้ท่วั ร่างกายและล้างออกให้สะอาดโดยเฉพาะจุดที่เกิดกลิ่นได้ง่าย เช่น รักแร้ ข้อพับ ท้ายทอย มือ และเท้า เป็นต้น

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสูตรกำจัดแบคทีเรียทำความสะอาดร่างกายได้เป็นครั้งคราว เพื่อให้ส่วนผสมแอลกอฮอล์ในผลิตภัณฑ์ช่วยระงับการเกิดกลิ่นตัว ควรเลือกใส่เสื้อผ้าสะอาด แห้ง ไม่เปียกอับชื้นและงดเว้นการใส่เสื้อผ้าที่สวมใส่แล้ว

ส่วนเคล็ดลับกำจัดกลิ่นตัวที่เป็นที่นิยมในบ้านเราคือ สารส้มที่มีฤทธิ์เป็นด่างใกล้เคียงกับร่างกาย และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับสารอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminium hydroxide) จึงสามารถนำมาถูร่างกายบริเวณจุดเกิดกลิ่นตัวได้ เช่น รักแร้ ท้ายทอย ข้อพับ

กลุ่มสารเคมีที่ช่วยระงับกลิ่นตัว

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายประเภท Deodorant  (ดีโอโดแรนต์) ออกมาจำหน่ายมากมายในท้องตลาด ส่วนใหญ่สารเคมีที่ผสมในผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือสารอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งจะเข้าไปทำปฏิกิริยาหยุดการทำงานของต่อมเหงื่อ เมื่อเหงื่อไม่หลั่งออกมาบนผิวหนัง จึงไม่เกิดแบคทีเรียบนผิวทำให้ไม่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นเกิดขึ้น ยังมีผลิตภัณฑ์บางยี่ห้อระบุ สรรพคุณระงับกลิ่นได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากใส่สารอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์เข้าไปเข้มข้นมาก บางผลิตภัณฑ์เพิ่มส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อช่วยระงับการทำงานของต่อมเหงื่อได้เช่นกัน

อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์คือ สารเคมีหลักที่ออกฤทธิ์ผลิตสารลดเหงื่อโดยสารเคมีนี้ทำหน้าที่ทำให้รูเหงื่อมีขนาดเล็กลง ส่วนผลข้างเคียงของการใช้สารนี้คือ ทำปฏิกิริยากับเหงื่อแล้วเกิดเป็นคราบสีเหลืองติดเสื้อผ้าได้

กลิ่นตัว กลิ่นอับชื้น กลิ่นรักแร้

AMAZING BOTOX กำจัดกลิ่นตัว

Botox (โบท็อกซ์)

ปัจจุบันแพทย์ผิวหนังในประเทศแถบยุโรปทำการรักษาอาการของคนกลิ่นตัวรุนแรง มีกลิ่นรักแร้ กลิ่นง่ามเท้าเหม็นด้วยการฉีดโบท็อกซ์บริเวณที่เกิดกลิ่น กลไกการทำงานคือ โบท็อกซ์จะไปหยุดยั้งการทำงานของต่อมไขมัน ช่วยยับยั้งการหลั่งของเหงื่อให้น้อยลงหรือทำให้ต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติ เมื่อเหงื่อไม่ออกมาเยอะ กลิ่นตัวก็ไม่เกิดขึ้น

วิธีนี้ใช้รักษาอาการในกลุ่มผู้ป่วยที่มีสภาวะเหงื่อออกผิดปกติ หรือเรียกว่าโรค Hyperhidrosis คือภาวะที่ร่างกายขับเหงื่อออกทางผิวหนังมากผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากความบกพร่องของระบบประสาท ระดบั ฮอร์โมนที่ผิดปกติ ส่วนใหญ่การฉีดโบท็อกซ์ต่อครั้ง แพทย์จะฉีดให้ประมาณ 10 – 20 จุด ซ่งึ ค่อนข้างเจ็บ และสามารถควบคุมต่อมเหง่อื ได้ประมาณ 3 – 6 เดือน ทำให้ต้องฉีดอย่างสม่ำเสมอ และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง โดยมีการวิจัยพบว่า สามารถลดปริมาณเหงื่อลงได้ร้อยละ 80 ต่อการฉีด 1 ครั้ง

Laser (เลเซอร์)

โดยเลเซอร์ที่ใช้เป็นพลังงานความร้อนผ่านกระแสไฟฟ้า มีผลในการทำลายเฉพาะรากขนไม่ให้สร้างขนใหม่ขึ้นมาอีก กลไกการทำงานของเลเซอร์คือ ส่งพลังงานความร้อนผ่านลำแสงไปที่เส้นขนไปถึงรากขนในระยะโตเต็มที่ เมื่อเซลล์เม็ดสีในรากขนดูดซับความร้อนในระดับหนึ่งรากขนจะฝ่อตัวลงและหยุดการเจริญเติบโต จึงไม่ทำให้เกิดกลิ่นอับบริเวณนั้น

หมอขอฝากไว้ ช่วงหน้าฝนมีอากาศช้นื เป็นตัวเร่งให้เกิดปฏิกิริยาการเกิดกลิ่นเหงื่อ กลิ่นอับชื้นได้ เราจึงควรใส่เสื้อผ้าสะอาด ไม่เปียกชื้น หมักหมม นอกจากนั้น ความชื้น ของอากาศที่สูงมาก นอกจากเกิดกลิ่นอับ อาจทำให้เกิดเชื้อราบริเวณนั้นได้อีก และมักมีอาการคันในร่มผ้า

โดยเฉพาะคนอ้วนที่ชอบกินของหวาน ทำให้เกิดเชื้อราขึ้นบนผิวหนังได้ง่าย เช่น บริเวณง่ามเท้า รอยพับ ขาหนีบ เกิดกลิ่นเหม็นตามมา และคนอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นเชื้อราคือ คนที่เป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากการมีน้ำตาลในเลือดสงู ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดต้านทานกับเชื้อรานั้นอ่อนแอ ภูมิต้านทานร่างกายก็ลดลง เชื้อราจึงมักขึ้นตามบริเวณที่ว่ามา จึงฝากให้ทุกคนรักษาสุขอนามัยในช่วงหน้าฝนด้วยนะคะ

DID YOU KNOW?

อาหารที่เพิ่มกลิ่นตัวควรงดเด็ดขาด

อาหารโปรตีนสูง เช่น ถั่วชิกพี เต้าหู้ ถั่วหมัก

อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตกลุ่มโมเลกุลเชิงเดี่ยว หรือของหวาน

เครื่องเทศบางชนิด เช่น หัวหอม ยี่หร่า เมล็ดมัสตาร์ด อบเชย กระเทียม ผงกะหรี่ เป็นต้น

อาหารที่ช่วยลดกลิ่นตัว ควรเสริม เพิ่มด่วน

โยเกิร์ต ควรเลือกชนิดจืด เพื่อให้ได้แบคทีเรียที่ดีต่อลำไส้และระบบย่อย

ผักและผลไม้สดเพิ่มวิตามิน เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีและต่อมไขมันทำงานปกติ

ควรดื่มน้ำเปล่าวันละ 1.5 – 2 ลิตร

ข้อมูลจาก พญ.สาริษฐา สมทรัพย์ กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม

คอลัมน์ ACTIV BEAUTY นิตยสารชีวจิต ฉบับ 500

บทความน่าสนใจอื่นๆ

อาการแพ้ ผื่นคัน จาก 5 สารเคมีตัวอันตรายทำ ผิวพัง