แคลเซียมเกาะผิดที่ ถ้าไม่มี วิตามินเค

คงเป็นหนึ่งในวิตามินที่คนพูดถึงกันน้อยและรู้จักกันน้อยมาก แต่เมื่อคุณเริ่มมีปัญหา แคลเซียมเกาะผิดที่ เช่นไปอยู่ที่หัวใจ (แคลเซียมเกาะลิ้นหัวใจ) เส้นเลือด จนเกิดโรคแล้ว ตอนนั้นแหละที่คุณต้องมาให้ความสำคัญกับ วิตามินเค วันนี้เราจะมาพูดกันถึงความสำคัญของวิตามินตัวนี้ ที่จะช่วยให้แคลเซียมอยู่ถูกที่ถูกทาง ไม่กลายเป็นผลเสียต่อร่างกายค่ะ

ขาดวิตามินเค แคลเซียมหลงทาง

นายแพทย์สมยศ กิตติมั่นคง สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวไว้อย่างน่าสนใจในวารสารกรมการแพทย์ว่า

“แคลเซียมควรไปเสริมให้กระดูกและฟัน ส่วนอวัยวะที่ไม่ควรไปเกาะเลยก็คือ เส้นเลือด ลิ้นหัวใจ กระดูกอ่อน

“ปัญหาทางการแพทย์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่งก็คือ เมื่ออายุมากขึ้นคนเราจะมีปัญหาเรื่องแคลเซียมไปเกาะยังเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดแข็งตัวไปเกาะที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจแข็ง ขยับไม่ได้ ไปเกาะที่เนื้อเยื่อข้อต่อทำให้เกิดการอักเสบ ปวดข้อ ข้อเสื่อม แต่แคลเซียมกลับไม่ไปอยู่ที่กระดูก ทำให้คนเราเป็นโรคกระดูกพรุน ดูเหมือนโรคทั้งสองอย่างนี้จะไปด้วยกัน และเกิดขึ้นได้เมื่ออายุมากขึ้น”

สำหรับวิตามินที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับปลายทางของแคลเซียม นายแพทย์สมยศระบุว่า คือ วิตามินเค (Vitamin K) โดยวิตามินชนิดนี้มีส่วนสำคัญต่อการควบคุมการสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมการแข็งตัวของเลือด ควบคุมระดับเกลือแร่ที่อยู่ในหลอดเลือดและกระดูกอ่อน เคลื่อนย้ายเกลือแร่บางชนิด เช่น แคลเซียมในกระดูก

หากร่างกายได้รับวิตามินเคเพียงพอต่อความต้องการ ร่างกายจะสามารถนำแคลเซียมไปวางไว้ในที่ที่ควรอยู่ ที่สำคัญก็คือกระดูก แต่หากร่างกายขาดวิตามินเค ร่างกายก็อาจพาแคลเซียมไปไว้ผิดที่ผิดทางได้ ทั้งที่เส้นเลือด ลิ้นหัวใจ กระดูกอ่อน หรือแม้แต่ในเซลล์ของร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว

วิตามิน K1/K2 ช่วยป้องกันกระดูกพรุน

วิตามินเคในร่างกายที่จะกล่าวถึงคือ วิตามินเค 1 และวิตามินเค 2 โดยวารสาร Nutrients ให้ข้อมูลว่า วิตามินเค 1 สังเคราะห์ในพืช จึงพบมากในผักใบเขียว เช่น ผักกาดเขียว หน่อไม้ฝรั่ง ขึ้นฉ่าย ผักโขม บรอกโคลี กะหล่ำปลี ปวยเล้ง กุยฉ่าย ผักชีฝรั่ง ผักกระเฉด ผักกาดหอม และอาจพบได้ในสัตว์กินพืช ส่วนวิตามินเค 2 ร่างกายได้รับจากแบคทีเรียในลำไส้ และอาหารหมัก เช่น ถั่วเน่า หรือนัตโตะซึ่งเป็นอาหารหมักจากถั่วเหลือง นอกจากนี้ยังพบในชีสและนมเปรี้ยว

หนังสือชีวเคมีทางโภชนาการ (Nutritional Biochemistry) กล่าวถึงความสำคัญของวิตามินเค 1 และวิตามินเค 2 ว่า ทั้งสองชนิดมีบทบาทหน้าที่สำคัญในร่างกายเช่นกัน แม้ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงกับการทำงานทางสรีรวิทยา แต่จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเอนไซม์ในการเปลี่ยนกรดแอมิโนในโปรตีนให้อยู่ในรูปที่ทำงานได้ โปรตีนดังกล่าว
ได้แก่ แกมมา-คาร์บอกซีกลูตาเมต (Gamma-Carboxyglutamate) ซึ่งใช้ในการแข็งตัวของเลือดและการสร้างกระดูกวิตามินเคถูกดูดซึมเข้าเซลล์ลำไส้เล็กร่วมกับไขมันโดยอาศัยน้ำดีช่วยย่อยกรดไขมันที่มีวิตามินอยู่ ดังนั้นการกินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเคร่วมกับอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันดีอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินเคเข้าสู่ร่างกายอย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ทั้งวิตามินเค 1 และวิตามินเค 2 ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ โดยอาจมีผลช่วยชะลอการลุกลามของภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) โดยโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) กล่าวถึงผลงานวิจัยซึ่งระบุว่า วิตามินเคทั้งสองชนิดซึ่งพบในอาหารมีบทบาทสำคัญช่วยชะลอการสะสมของแคลเซียมบริเวณหลอดเลือด แต่จากการทดลองทางคลินิกพบว่า การกินวิตามินเคในรูปแบบอาหารเสริมหรือวิตามินสังเคราะห์ไม่มีผลช่วยชะลอการสะสมของแคลเซียมบริเวณหลอดเลือดอย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพของวิตามินเคในรูปแบบอาหารเสริมต่อไป

รายงานจาก Children’s Hospital&Research Center at Oakland ยืนยันประโยชน์ของวิตามินเคทั้งสองชนิด
ไปในทางเดียวกันโดยพบว่า การกินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเคมีผลป้องกันโรคและภาวะต่างๆที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น กระดูกเปราะ แคลเซียมสะสมบริเวณหลอดเลือด ไต โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็งต่างๆ

ส่วนแหล่งอาหารของวิตามินเค 2 ส่วนใหญ่อยู่ในรูปอาหารหมัก เช่น ถั่วเน่า นัตโตะ (ถั่วเน่าญี่ปุ่น) ผักดอง แตกต่างจากวิตามินเค 1 ที่พบมากในผักใบเขียว

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ