ปัจจุบันโลกมีคนสูงวัยที่อายุมากกว่า 65 ปีทั้งหมด 600 ล้านคน แต่ถ้าถึงปี 2050 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ไว้ว่า จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั่วโลก ซึ่งเท่ากับ 2,000 ล้านคน จากข้อมูลนี้ทำให้เราย้อนกลับมามองสังคมไทยที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดความเป็นอยู่ในแบบที่ผู้สูงวัยต้องดูแลตนเอง ดูแลกันเอง และแบบที่ไม่มีคนดูแล

สูงวัยใครว่าไม่ซึมเศร้า

ในประเทศไทยมีผู้สูงวัยที่อยู่อาศัยเพียงลำพังไม่น้อย ข้อมูลจากสำนักงานระบาดวิทยาปี 2559 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้สูงวัยที่โดดเดี่ยวมากกว่า 8 แสนคน ความโดดเดี่ยวในแง่นี้ถือเป็นปัญหาที่เกิดจากการที่ผู้สูงวัยกลุ่มนี้อาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง สาเหตุมาจากคนกลุ่มนี้อาจจะโสด หรือหย่าร้างกับคู่ของตน หรืออาจจะไม่มีลูกหลานดูแล ไม่ได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง ขาดคนพึ่งพิง ลงเอยเป็นชีวิตที่โดดเดี่ยวในช่วงบั้นปลายชีวิต

นอกจากนี้ ผลการวิจัยของ National Social Life, Health and Aging Project (NSHAP) แสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่หรือคนมีอายุที่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม จะส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและสภาวะจิตใจ ผลการวิจัยบอกอีกว่าผู้สูงอายุมีโอกาสที่จะมีสุขภาพจิตย่ำแย่ การอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะปัญหาทางด้านจิตใจ

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจากประเทศอเมริกา พบผลที่น่าสนใจหลายข้อด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สองในสามของคนฆ่าตัวตาย มีประวัติว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน หรือการพบว่าโรคซึมเศร้าเป็นจุดเริ่มต้นของโรคอื่นๆ ปัญหาที่ตามมาคือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคงไม่มีประเทศไหนในโลกอยากให้มีคนซึมเศร้าแล้วฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน

ทำความเข้าใจ ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ 

ทีนี้เราลองมาดูอาการผิดปกติในผู้สูงอายุที่บ่งชี้ว่ามีอาการซึมเศร้า กับคำแนะนำสำหรับผู้ดูแล เพื่อแก้ปัญหาตามแต่ละพฤติกรรมอย่างตรงจุดไปพร้อมกันค่ะ       

ผู้สูงอายุกับภาวะซึมเศร้า ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนมองข้าม เพราะอาการของโรคไม่ได้บ่งบอกถึงความเจ็บปวดทรมานทางด้านร่างกาย แต่ในทางกลับกันภาวะซึมเศร้าในผู้อายุเป็นภาวะที่ทำร้ายสุขภาพจิตใจ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้แบบไม่สนใจ หรือไม่เข้าใจอาการของโรค สามารถกระทบต่อความสุขในชีวิต และอาจส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างได้เช่นกัน สิ่งที่น่าเป็นกังวลคือจากการศึกษาพบว่าสถิติ การฆ่าตัวตายของผู้สูงวัยที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามีมากกว่าผู้ป่วยในวัยอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้มาจากบทบาททางสังคมของผู้สูงอายุลดลง และอยู่ในภาวะพึ่งพาลูกหลาน จึงทำให้ผู้สูงอายุซึมเศร้าได้ง่าย

   เราได้ไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้จากกรมกิจการผู้สูงอายุ ที่ได้บอกเอาไว้ว่า  ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ พบได้ในผู้สูงอายุแบ่งเป็น 2 แบบ คืออาการซึมเศร้าที่เป็นมาก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ และที่เกิดในช่วงที่เข้าสู่วัยสูงอายุแล้ว ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงวัยพบมากถึง 10-20% ของประชากร และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ที่หย่าร้าง อยู่ตัวคนเดียว หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือป่วยเป็นโรคเรื้อรังซึ่งรักษาไม่หายขาด อาทิ โรคมะเร็ง กระทั่งการอยู่ในสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่ไม่สามารถระบายความในใจกับใครได้ จะมีความเสี่ยงกับภาวะนี้มากขึ้น

หลากอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุ ที่ลูกหลานควรหมั่นสังเกต

สิ่งที่ลูกหลานหรือแม้แต่คนทั่วไปควรทรายคือเรื่องของความเครียดที่เป็นตัวสำคัญ และมีผลต่อทั้งอารมณ์ จิตใจ ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยเครียดมากๆ จนไม่สามารถจัดการได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญของโรคซึมเศร้า หากพบว่าผู้สูงอายุอย่าง คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย มีอาการดังที่จะกล่าวนี้นานเกิน 2 อาทิตย์ อาจเข้าข่ายป่วยโรคดังกล่าว จึงควรรีบพาไปพบแพทย์ สำหรับอาการของโรคซึมเศร้าที่ลูกหลานพึงให้การสังเกตนั้นมีด้วยกันตั้งแต่

นิ่ง พูดคุยน้อย

 เมื่อผู้สูงอายุนิ่ง ไม่ค่อยตอบสนอง ส่งผลให้ผู้ดูแลไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไรให้ถูกใจ บางครอบครัวจึงปล่อยให้ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง ซึ่งไม่ถูกต้อง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ควรให้ความรักแก่ผู้สูงอายุ หมั่นสังเกตและใส่ใจความรู้สึก อารมณ์และความคิด พร้อมทั้งเปิดโอกาสผู้สูงอายุได้พูดในสิ่งที่ต้องการ หรือชวนพูดคุยเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจ เช่นคุยถึงเรื่องราวในอดีตที่มีความสุข โดยแนะนำให้ผู้ดูแลควรเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน และไม่ควรขัดจังหวะ หรือตัดบท

ชอบนอนเฉยๆ

ชวนไปไหนก็ไม่ค่อยอยากไป ในกรณีผู้สูงอายุชอบเก็บตัว และแยกตัวจากผู้อื่น ลูกหลานชวนไปไหนก็ไม่อยากไป แนะนำให้ลูกหลานพยายามเข้าหา ควรหากิจกรรมทำ โดยควรเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ในครอบครัว เพราะหากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้จะทำให้ผู้สูงอายุปลีกตัวมากขึ้น อารมณ์จะยิ่งเลวร้ายลง

รับประทานอาหารน้อยลง หรือแทบไม่กินเลย

 เมื่อผู้สูงอายุเริ่มรับประทานอาหารได้น้อยลง น้ำหนักลดลงอย่างมากโดยที่ไม่ได้ตั้งใจอดอาหาร มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร ลูกหลานควรปรับเปลี่ยนเมนูอาหารให้น่ารับประทานขึ้น โดยเลือกเมนูอาหารอ่อนๆ ย่อยง่ายและไม่กระทบต่อโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ

นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไปเกือบทุกวัน

ปัญหาการนอน และหากตอนกลางคืนไม่หลับ อาจชวนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือฟังธรรมมะ หากนอนไม่หลับติดต่อกัน 3-4 วันขึ้นไป ควรพบแพทย์ หรือหากผู้สูงอายุชแบนอนกลางวัน ถ้าง่วงมากให้นอนได้ระหว่าง 12:00-14:00 น. แล้วปลุก เพราะถ้านอนกลางวันมากเกินไป ตอนกลางคืนย่อมมีปัญหาการนอน

ไม่อยากทำอะไร เฉื่อยชา

ความสนใจสิ่งต่างๆ ลดลงมาก หรือไม่อยากพูดคุยกับใคร ไม่อยากทำอะไรเกือบทุกวัน เบื่อหน่ายมาก อะไรที่เคยชอบก็ไม่อยากทำ รวมทั้งไม่สนใจที่จะดูแลตัวเอง จากที่เคยเป็นคนใส่ใจดูแลตนเองมาก แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจการแต่งตัว ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง แม้แต่เรื่องง่ายๆ เช่น การแต่งตัว เป็นต้น หากผู้สูงอายุในบ้านมีอาการลักษณะนี้ แนะนำให้ผู้ดูแลพยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมง่ายๆ ให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น อีกทั้งควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพของต้นเอง เช่น การแปรงฟัน ทำความสะอาดช่องปาก พยาบามกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกายออกกำลังกายพอสมควร หรือหากมีปัญหาด้านการมองเห็น ควรพาไปพบจักษุแพทย์ตรวจวัดสายตาและใส่แว่นตา หรือรักษาเพื่อลดอุบัติเหตุจากการมองไม่เห็น

อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิด ฉุนฉียว

 หากผู้สูงอายุมีอาการหงุดหงิด โมโหง่าย หรือขี้บ่น ลูกหลานหรือผู้ดูแลไม่ควรโวยวายหรือโต้เถียง เพราะยิ่งโต้งเถียงจะยิ่งทำให้ผู้สูงอายุเกิดอารมณ์ขุ่นมัวขึ้น และตัวผู้ดูแลก็จะอารมณ์เสียตามไปด้วย สิ่งที่ควรปฏิบัติคือการ ต้องรับฟังอย่างเข้าใจ ปล่อยให้ผู้สูงอายุระบายความรู้สึกออกมาก่อน และหาวิธีเพื่อลดความหงุดหงิดนั้นๆ รวมถึงพยายามเบนความสนใจจากเรื่องที่ทำให้ผู้สูงอายุหงุดหงิด อาจจะจับมือและนวดเบาๆ ที่หลังมือของผู้สูงอายุระหว่างคุย จะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวได้

มักจะบ่นว่าตนเองเป็นภาระของลูกหลาน

 รู้สึกไร้ค่าหรือรู้สึกผิดมากกว่าปกติ เป็นเกือบทุกวันเบื่อตัวเองมาก รู้สึกว่าตนไร้ค่า มีความคิดอยากตายหรืออยากทำร้ายตัวเอง เมื่อผู้สูงอายุมีอาการเหล่านี้ ผู้ดูแลควรสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจบ่งบอกว่ามีความคิดที่จะทำร้ายตนเอง และเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดพยายามไม่ให้คลาดสายตา และพยายามหาคุณค่าในตัวผู้สูงอายุและบอกให้ผู้สูงอายุรับทราบ รับฟังปัญหาโดยต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ตำหนิความคิดของผู้ป่วย อีกทั้งต้องไม่พูดว่าเรื่องของผู้ป่วยเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อช่วยกันวางแผนการดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้องเหมาะสม

แนวทางการช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า

เนื่องจากสาเหตุการเกิดภาวะซึมเศร้านั้นเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการทำางานของสมองเกิดสารสื่อประสาทไม่สมดุล การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจ สังคม สภาพแวดล้อม ประสบการณ์การสูญเสีย ดังนั้นจำเป็นต้องบูรณาการการรักษาควบคู่กันหลายด้าน

พยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ เอง โดยเฉพาะกิจกรรมง่ายๆ เช่น การแต่งตัว โดยอาจชวนไปดูเสื้อผ้าในตู้แล้วช่วยกันเลือกว่าวันนี้อยากใส่ชุดไหน ช่วยให้ผู้สูงอายุแต่งตัว หวีผม แปรงฟัน กินข้าว ดื่มน้ำ เมื่อทำสิ่งง่ายๆได้ ผู้สูงอายุจะเริ่มรู้สึกว่าตนไม่ได้สร้างภาระให้กับผู้ดูแลเท่าไรนัก และเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น

รวมถึงควรกระตุ้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจจะได้สบายขึ้น แต่ควรคำนึงด้วยว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวอะไรที่ต้องระวังหรือไม่ หากผู้สูงอายุมีปัญหาทางการได้ยิน ควรพบแพทย์เพื่อใส่เครื่องช่วยฟัง หรือหากผู้สูงอายุมีปัญหาด้านการมองเห็นควรให้ตรวจสายตาและใส่แว่นตา

อย่างไรก็ตามภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุอาจเป็นเพียงเรื่องปวดหัวเล็กน้อยของคนรอบข้างหรือคนในครอบครัว ไปจนกระทั่งรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ผู้เป็นโรคซึมเศร้ามักไม่สนใจตัวเอง หากไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่สภาพอารมณ์ของผู้สูงวัยอาจแย่ลงต่อเนื่องไปนานจนทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมได้ หรืออาจกลายเป็นภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรงจนผู้ป่วยเลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง ซึ่งแม้ว่าการฆ่าตัวตายของผู้สูงอายุไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่เมื่อตัดสินใจทำแล้ว มักจะเลือกวิธีการที่รุนแรงและทำสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากผู้สูงวัยมีอาการเบื้องต้นที่เข้าข่ายภาวะซึมเศร้า ผู้ใกล้ชิดควรรีบพามาพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาให้ทันท่วงทีค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เตรียมตัวให้พร้อมเป็นผู้สูงอายุอย่างมีคุณค่า

วิธีเสริมสร้างกำลังใจให้ผู้สูงอายุที่กำลังป่วย

ใครก็ต้องเจอเมื่อผู้สูงวัยมีนิสัยเด็กๆ