“ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด” คำนี้หลายคนคงเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ยิ่งในผู้สูงอายุด้วยแล้วยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งคุณเคยสังเกตมั้ยว่าเวลาคนสูงวัยที่ป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล แพทย์มักจะวินิจฉัยว่าติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ช่วงหนึ่งผู้คนในสังคมพูดถึงโรคนี้ในวงกว้าง จนกลายมาเป็นคำแซวที่หมายถึงการเสียชีวิตกะทันหัน แต่แท้จริงแล้วโรคนี้คืออะไร แล้วทราบหรือไม่ว่าการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นอย่างไร ติดเชื้อได้อย่างไร และมีวิธีแก้ไขปัญหาภาวะนี้อย่างไรบ้าง รวมถึงมีวิธีการป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือดได้อย่างไร วันนี้เราได้ไปรวบรวมคำตอบมาฝากกันค่ะ

โรคติดเชื้อในกระแสเลือด เริ่มต้นจากการที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางใดทางหนึ่งก่อน จากนั้นก็จะวิ่งเข้ามาตามกระแสเลือด ก่อให้เกิดการอักเสบและทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งถือเป็นโรคที่มีความรุนแรงแต่ก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน โดยอาการเริ่มต้นอาจจะมีไข้ ไอ หอบ จนกระทั่งเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดและเกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ นำไปสู่การเสียชีวิต สาเหตุหลักเกิดจากการทำงานของเม็ดเลือดขาวผิดปกติ เพราะโดยปกติแล้วเม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่ดักจับเชื้อโรคและทำลาย แต่เมื่อเม็ดเลือดขาวทำงานได้ไม่ดีก็จะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดได้  ส่งผลให้เกิดอาการตับวายหรือไตวาย

ส่วนปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดปัญหานี้ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว มีปัญหาเกี่ยวกับเม็ดเลือดขาว ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันอย่างผู้ป่วยมะเร็ง รวมไปถึงผู้ที่มีการรักษาโดยใส่เครื่องมือเข้าสู่ร่างกาย เช่น ท่อช่วยหายใจ สายสวนปัสสาวะ หรือการใส่ท่อเข้าหลอดเลือดเพื่อให้น้ำและอาหาร เชื้อโรคก็อาจเข้าทางนี้ได้ และแม้แต่ในผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะมากเกินไป ก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงผู้ที่เป็นแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยเชื้อโรคจะเข้าสู่แผล นำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้

โรคนี้น่ากลัว เพราะอันตรายถึงชีวิต

ความน่ากลัวขอโรคนี้เกิดจากการที่เลือดของเราไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงอวัยวะทั่วร่างกาย ทำให้เชื้อสามารถเกิดการอักเสบติดเชื้อที่อวัยวะส่วนต่างๆ ได้ หากไม่ได้รับการรักษาและมีความรุนแรงมาก อาจส่งผลให้ช็อคและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดนั้นมี 3 ปัจจัย ดังนี้ คือ หนึ่งความเจ็บป่วย เมื่อร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานต่ำ ก็จะทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สองผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับแข็ง เนื่องจากตับจะเป็นตัวกรองเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย เมื่อตับไม่สามารถทำงานได้ เชื้อโรคก็จะสามารถผ่านเข้าไปในกระแสเลือดได้ง่ายขึ้น หรือเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในผู้ที่เป็นเบาหวานจะทำให้มีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคเสียไป

นอกจากนี้ในเด็กเล็กและในผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดได้มากกว่าคนหนุ่มสาวแม้ว่าไม่มีโรคประจำตัว เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันต่ำ และสามเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การรักษาผู้ป่วยโดยการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ เข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย ได้แก่การสวนทวาร การสวนปัสสาวะ และการใช้สายสวนหลอดเลือด ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

เราจะสังเกตลักษณะอาการของการติดเชื้อในกระแสเลือดได้อย่างไรบ้าง

อาการของการติดเชื้อในกระแสเลือดนั้น แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ อาการเฉพาะที่หรือเฉพาะอวัยวะที่ติดเชื้อ เช่น หากมีอาการไอและเจ็บหน้าอกเมื่อหายใจ อาจพบว่ามีการติดเชื้อที่ปอดหรือเยื่อหุ้มปอด หรือมีอาการปวดหลังและปัสสาวะบ่อย แสดงว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อที่กรวยไต เป็นต้น

ตามมาด้วยอาการแสดงทางผิวหนัง เกิดจากการที่เชื้อโรคหรือพิษของเชื้อโรคที่อยู่ในกระแสเลือด กระจายมาสู่บริเวณผิวหนัง ทำให้เกิดรอยขึ้นที่บริเวณผิวหนัง ซึ่งในบางรอยนั้นอาจมีลักษณะที่ไม่จำเพาะ อย่างเช่นเป็นตุ่มหนองธรรมดา และในบางรอยนั้นมีลักษณะจำเพาะที่สามารถบอกได้ถึงชนิดของเชื้อ และอาการที่เกิดจากการที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการติดเชื้อ หรือเป็นกลุ่มอาการตอบสนองต่อการอักเสบทั่วร่างกาย เช่น มีไข้ขึ้นสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ในบางรายอาจมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย มีชีพจรเต้นเร็วขึ้นเกิน 90 ครั้งต่อนาที  และหายใจเร็วเกิน 20 ครั้งต่อนาทีเป็นต้น

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดการติด เชื้อในกระแสเลือด

หากทราบว่าตัวเองมีปัจจัยเสี่ยงที่จะติดเชื้อหรือถ้าติดเชื้อแล้วจะมีอาการรุนแรง สิ่งสำคัญคือเราจะต้องรักษาสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอรวมถึงรักษาโรคประจำตัวที่เป็นความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวานก็ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี ดูแลในเรื่องของอาหารการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งรักษาสุขอนามัยกินร้อนช้อนกลาง ล้างมือ หากมีอาการไข้สูง หนาวสั่น หรือมีอาการซึม หายใจเร็วผิดปกติ หรือพบความผิดปกติที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ให้รีบมาพบแพทย์ และควรหลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่ที่มีเชื้อโรคเยอะ สถานที่แออัด มีการระบายอากาศไม่ดี

สำหรับใครที่สงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีความเสี่ยง รวมทั้งมีอาการอย่างที่อธิบายมา ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะโรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตได้ค่ะ

ข้อมูลประกอบจาก: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แขนขาไม่มีแรงภัยเงียบที่ต้องระวังในสูงวัย!

ปัญหาท้องอืดท้องเฟ้อในผู้สูงวัย ต้องแก้ไขอย่างไรดี!

สูงวัยรู้ไหม ลดน้ำหนักอย่างไรไม่เกิดอันตราย?