คุณกำลังเข้าสู้วัยทอง…กรี๊ดดดเลยค่ะเมื่อได้ยินคำนี้ แล้วคุณๆ เคยสงสัยกันมั้ยว่าทำไมใครๆ ก็ต้องกลัวคำนี้ ยิ่งผู้หญิงด้วยแล้วเมื่อไรที่โดนบอกว่าเป็นวัยทองจะนอยส์ไปเลย ทำไมคำนี้ถึงน่ากลัว มันมีผลทางด้านจิตใจ หรือส่งผลต่อร่างกายขนาดไหน วันนี้เราลองไปหาคำตอบพร้อมกัน

ต้องไม่ลืมว่าเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น สภาพร่างกายย่อมเสื่อมถอยไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายเริ่มเข้าสู่วัยทอง อาการผิดปกติในวัยทองนั้นเกิดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ภาวะวัยทองของผู้หญิงนั้นจะมีความชัดเจนกว่า โดยเฉพาะเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน ร่างกายจะเริ่มเสื่อมลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะอยู่ในช่วงอายุประมาณ 45-55 ปี (โดยเฉลี่ยอายุ 50 ปี) รังไข่จะค่อยๆหยุดทำงาน ไม่มีการตกไข่อีกต่อไป ทำให้ไม่มีประจำเดือน และไม่มีการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงขึ้นมาอีก ซึ่งแตกต่างจากผู้ชายที่การผลิตฮอร์โมนจะค่อยๆ ลดลงทีละน้อย และการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป   

ดังนั้น เมื่อร่างกายผู้หญิงหยุดการผลิตฮอร์โมนเพศอย่างเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งทั้งสองชนิดเป็นฮอร์โมนเพศที่ดูแลให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาท ระบบปัสสาวะ ผิวพรรณ หัวใจ มดลูก และช่องคลอด จึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแบบฉับพลันทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ รวมทั้งมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น  

เราลองมาดูกันว่าอาการของวัยทองมีอะไรบ้าง?

มีอาการร้อนวูบวา บ เป็นอาการทางร่างกายที่พบได้บ่อยที่สุดในสตรีวัยทอง มักมีอาการร้อนวูบวาบบริเวณลำตัวส่วนบน โดยเฉพาะบริเวณหน้า คอและอก แล้วกระจายไปส่วนล่างหรือส่วนบน มีส่วนน้อยจะกระจายไปทั่วร่างกาย อาการมักจะเป็นประมาณ 3-4 นาที

นอกจากนั้นอาจมีอาการเหงื่อออก หนาวสั่น ลำตัวเย็นชื้น วิตกกังวล หรือรู้สึกใจสั่นได้ อาการเหล่านี้อาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลง โดยอาการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะคงอยู่ประมาณ 1-2 ปี หลังจากเข้าสู้วัยหมดระดู อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้อาจมีจนถึง 10 ปี หรือมากกว่านั้น ในผู้หญิงบางรายเป็นปัญหาหลักที่ทำให้หญิงวัยหมดระดูมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

ปัญหาทางช่องคลอดและระบบปัสสาวะ อาการที่พบได้เช่น อาการแห้งบริเวณปากช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด การมีสารคัดหลั่งผิดปกติ อาการคัน รวมถึงอาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ อาจพบการติดเชื้อในช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย เป็นปัญหาในระยะยาว รวมทั้งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย

โรคกระดูกพรุน จะมีความแข็งแรงของกระดูกลดลงทำให้มีกระดูกหักง่าย หากเกิดขึ้นที่ตำแหน่งสำคัญ เช่น กระดูก สะโพก อาจทำให้พิการหรือเสียชีวิตได้ โดยปกติฮอร์โมนเอสโตรเจนจะช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและยับยั้งการทำลายของกระดูก ดังนั้นการขาดเอสโตรเจนจึงทำให้กระดูกพรุนได้ ซึ่งการตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone mass density: BMD) จะช่วยในการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน จึงทำให้แพทย์เริ่มการรักษาโรคกระดูกพรุนเพื่อป้องกันกระดูกหักที่จะเกิดขึ้นตามมาได้

หงุดหงิดง่าย การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่ออารมณ์และจิตใจ อาจทำให้มีอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน ขาดสมาธิ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า และซึมเศร้า

อาจมีภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ผลต่อไขมันและระบบหลอดเลือด การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลทำให้ระดับไขมัน Cholesterol และไขมันเลว LDL เพิ่มสูงขึ้น ส่วนไขมัน HDL จะลดต่ำลง ทำให้เกิดการสร้างลิ่มเลือดไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดได้มากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้

หลงลืมง่าย เมื่อเข้าสู่วัยทองอาจมีอาการหลงลืมง่าย ความสามารถในการจำชื่อคน หรือข้อมูลสำคัญลดลง โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer disease) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมอง และพบเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุถึงร้อยละ 70 โรคนี้มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังอายุ 65 ปี และพบในหญิงมากกว่าชาย เป็นมากในคนที่ไม่ค่อยใช้สมองคิดบ่อยๆ สตรีวัยทองไม่ควรปล่อยสมองให้อยู่นิ่ง ควรมีกิจกรรมให้สมองได้ทำงานบ่อยๆ เช่นการคิดเลข ต่อจิ๊กซอว์ เป็นต้น

 ภาวะนอนไม่หลับ บางรายอาจรู้สึกนอนไม่หลับเลยจนสว่าง หรือบางรายอาจนอนหลับๆ ตื่นๆ หลายรอบในแต่ละคืน ซึ่งอาการทั้งหมดจะให้ทำสมองไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมากและส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาได้

ปัสสาวะเล็ด กลั้นปัสสาวะไม่ได้ การขาดเอสโตรเจนส่งผลให้เนื้อเยื่อและเส้นเลือดรอบกระเพาะปัสสาวะฝ่อเหี่ยวทำให้กลั้นปัสสาวะลำบาก เวลาไอ จาม หรือหัวเราะแรงๆ อาจเกิดปัสสาวะเล็ด เพราะการที่ร่างกายขาดเอสโตรเจนทำให้เยื่อบุผิวทางเดินปัสสาวะบางลง ติดเชื้อได้ง่ายบางรายเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จึงทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย และเสียวแสบขัดตอนปัสสวะใกล้ๆ จะสุด

แล้วแบบนี้ผู้หญิงที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยท้องต้องทำอย่างไร เราลองไปดูการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเกิดอาการดังกล่าวกันซึ่งควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยทอง ควรปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ได้แก่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ มีแคลเซียมสูง ไขมันต่ำ, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, พักผ่อนเพียงพอ ทำจิตใจให้เบิกบาน มีสมาธิ และตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำ ปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ

จะเห็นว่าปัจจุบันมีการดูแลรักษาอาการเนื่องจากวัยทองได้ด้วยฮอร์โมนทดแทน ซึ่งถ้ามีข้อบ่งชี้และไม่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน ก็สามารถรับการรักษาได้ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากสูติ-นรีแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะข้างเคียงที่อาจเกิดจากการใช้ฮอร์โมน แต่ถ้ามีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน ก็สามารถรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัว รวมทั้งยารักษาที่ไม่ใช้ฮอร์โมนได้ด้วย เพียงเท่านี้สตรีวัยทองก็สามารถมีสุขภาพกาย และใจที่แข็งแรงแจ่มใส่ไปได้อีกนาน

อย่างไรก็ตาม อาการวัยทองนั้นรับมือได้ไม่ยาก เพียงแค่ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยยืดระยะเวลา และช่วยปรับฮอร์โมนในร่างกายได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก: ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เคล็ดลับเลือกยกทรงกระชับสัดส่วนให้กับสาวสูงวัย

อาหารวัยเก๋า เรื่องเล็กๆ ที่ต้องเอาใจใส่

ทำอย่างไรให้กระดูกพรุนไม่ถามหา