อาการขี้ลืม หรือหลงๆ ลืมๆ เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย หรือแม้แต่ใครก็ตามที่มีสิ่งต้องคิดต้องทำเยอะๆ ยิ่งคนยุคนี้ด้วยแล้วไม่ว่าจะเป็นภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง การงานที่ปั่นกันเหมือนสมองเป็นเครื่องจักรย่อมๆเลยก็ว่าได้ ยิ่งส่งผลให้เมื่อแก่ตัวลงแน่นอนเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมชัวร์ๆ ซึ่งอาการลืมบางอย่างนั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม

 ดังนั้น หากเราเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้สูงวัย แล้วสังเกตเห็นอาการหรือพฤติกรรมหลงลืมทิ่ดปกติ ควรรีบพาผู้สูงวัยเหล่านั้นไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางชะลอการดำเนินโรค ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินชีวิตของพวกท่านไม่แย่ไปกว่าที่ควรจะเป็น

จากการรวบรวมงานวิจัยหลายๆ ที่ สรุปได้ว่าอาการหรือพฤติกรรมของงโรคสมองเสื่อมที่เราสามารถสังเกตได้ จะมีการเปลี่ยนแปลงถึง 4 ด้านด้วยกัน คือ ด้านความจำ ด้านความคิด ด้านคำพูด และด้านพฤติกรรมหรือการกระทำ

หากสังเกตแล้วพบว่าพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยกับผู้สูงวัยใกล้ตัว หรือเริ่มส่งกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนๆ นั้น ก็ควรหาโอกาสพาไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและรักษาให้ถูกต้องตามอาการต่อไป เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยผู้ป่วยแล้ว คนที่ดูแลผู้ป่วยจะได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้น เพื่อการดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

หลายคนคงเกิดคำถามว่าแล้วอาการหลงลืมแบบไหนที่จะพอจะเป็นเค้าลางว่า เข้าข่ายโรคสมองเสื่อม วันนี้มีอาการที่บอกมาให้ได้ลองสังเกต ไปดูพร้อมกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

มีอารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไป

เราอาจพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมดูแลยาก โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่ญาติมาดูแลจะไม่เข้าใจ เพราะผู้ป่วยเหล่านี้อารมณ์จะเปลี่ยนแปลงง่าย พบว่าจะมีอารมณ์โกรธอย่างฉบับพลัน พบได้ถึง 50% ของผู้ป่วยสมองเสื่อม บางครั้งเรื่องที่มากระตุ้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ควรโกรธ แต่ภาวะที่สมองไม่ดีจะทำให้การควบคุมด้านอารมณ์เสียไปด้วย อารมณ์ซึมเศร้าเป็นอีกอารมณ์ที่พบได้บ่อยถึง 20 – 40% ถ้าผู้ป่วยมีอารมณ์ซึมเศร้ามากอาจจะมีความคิดทำร้ายตนเองได้ ส่วนอารมณ์ที่ดีผิดปกติพบได้แต่พบได้น้อยกว่าประมาณ 20% ของผู้ป่วยสมองเสื่อมทั้งหมด

นอกจากนี้ ผู้สูงวัยจะเริ่มมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายขึ้นเมื่อต้องไปในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย มีอาการสับสน หวาดระแวง วิตกกังวล หวาดกลัว และปรับตัวไม่ได้ เป็นแม้กระทั้งกลับหรือออกจากสถานการณ์นั้นๆ มาสักพักแล้ว

แยกตัวและลดการเข้าสังคมลง

ผู้ป่วยมักไม่ทำกิจกรรมที่เคยชอบทำ ไม่อยากทำงานที่เคยทำแบบให้เหตุผลไม่ได้ ไม่อยากพบปะผู้คน เฉื่อยชา ไม่สนใจหรือตื่นเต้นต่อสิ่งต่างๆ เก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองกำลังมีปัญหาต่างๆ เช่น ลืมเส้นทาง นึกคำไม่ออก ลำดับกิจกรรมที่ต้องทำไม่ได้เหมือนเคย ก็เลยเกิดการแยกตัว ไม่อยากไปไหน

ลืมของ และมักจะวางของผิดที่ผิดทาง

ส่วนใหญ่มักจะวางของผิดที่ผิดทางแต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นการวางของผิดที่ เช่น เก็บรีโมตทีวีไว้ในตู้เย็น พอจะหาของที่ปกติเก็บไว้ในที่เดิมๆ กลับหาไม่เจอ เพราะนึกไม่ออกว่าปกติแล้วเก็บไว้ตรงไหน แต่กลับไปหาสิ่งของนั้นในที่ที่ไม่น่าจะไปวางได้ หรือถ้าหากหาของไม่เจอก็จะมักโทษว่ามีคนอื่นหยิบเปลี่ยนที่วาง หรือคิดว่ามีคนมาขโมยไปแล้ว

มีปัญหาในการพูด การเขียน การเลือกใช้คำ

ระหว่างคุยกัน อาจจะมีการหยุดพูดไปดื้อๆ เพราะนึกคำไม่ออก ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรต่อ เรียบเรียงคำไม่ถูก เพราะเกิดปัญหาหลงลืมข้อมูลที่เคยจำได้ พอพูดออกมาก็มักเรียงลำดับคำผิด พูดคำหรือประโยคซ้ำๆ หรือเรียกชื่อสิ่งของผิด และไม่สามารถเรียกชื่อสิ่งของที่เคยใช้เป็นประจำได้ เช่น ปากกา จาน ช้อน รถ ก็เรียกไม่ถูก

ภาวะหลงผิด

ภาวะนี้จะพบได้ 30-50% ของผู้ป่วยสมองเสื่อม ลักษณะหลงผิดที่พบได้บ่อย เช่น เชื่อว่ามีคนในบ้านมาขโมยเงินทองหรือข้าวของของผู้ป่วย ปัญหานี้ส่วนหนึ่งก็เริ่มจากที่ผู้ป่วยมีปัญหาความจำระยะสั้น ทำให้เวลาวางเงิน วางของ แล้วจำไม่ได้ว่าวางไว้ บ่อยๆเข้าจึงเชื่อว่ามีโจรหรือคนในบ้านขโมยเงินไป นอกจากนี้อาจพบหลงผิดคิดว่าคู่สมรสมีชู้ หรือคิดว่าจะมีคนมาประสงค์ร้ายหรือทำร้ายผู้ป่วย ภาวะหลงผิดนี้เมื่อเกิดขึ้นจะทำให้ความสามารถในการจำที่มีการสูญเสียอยู่แล้วจะสูญเสียมากขึ้น

ภาวะประสาทหลอน

ภาวะนี้พบได้ 10-30% ของผู้ป่วยสมองเสื่อม ลักษณะที่พบได้บ่อยคือการเห็นภาพหลอน เช่น ผู้ป่วยจะบอกลูกหลานว่าเห็นคนบุกรุกในบ้าน หรือเห็นเด็ก สัตว์ ที่ไม่เคยมีในบ้านมาอยู่ในบ้าน บางครั้งอาจบอกว่าเห็นคนที่รู้จักในอดีต เช่น พ่อแม่พี่น้องของผู้ป่วยที่ตายไปแล้วมาหา ก็จะทำให้ลูกหลานที่เชื่อเรื่องทางนี้ เชื่อว่าคนเหล่านี้มาชวนผู้ป่วยไปอยู่ด้วยแล้ว ก็จะสิ้นหวัง หมดกำลังใจในการดูแลผู้ป่วย นอกจากการเห็นภาพหลอนแล้ว อาจพบอาการประสาทหลอนเป็นแบบหูแว่ว ได้ยินเสียงคนมาคุยด้วย มีเสียงคนขู่จะมาทำร้ายผู้ป่วยได้

สูญเสียการตัดสินใจที่ถูกต้อง ความสามารถในการตัดสินใจลดลง

ผู้ที่โรคสมองเสื่อมมักจะมีพฤติกรรมการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง เช่น เมื่อมีความจำเป็นต้องไปงานสำคัญ กลับไม่ยอมอาบน้ำ ไม่แต่งตัว ไม่ทำผม และคิดว่าตนเองทำถูกต้องแล้วที่ทำแบบนั้น พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่เพราะเกิดจากความขี้เกียจ หรือการไม่ให้ความสำคัญ หรือนิสัยเปลี่ยนไป แต่เกิดจากการตัดสินใจที่ไม่ตรงกับที่ควรจะเป็น

สับสนเรื่องวัน เวลา และสถานที่

มักจะสับสนในเรื่องวัน เวลา สถานที่ ฤดูกาล หรือไม่รู้ว่าจะไปสถานที่นั้นๆ ได้อย่างไร และไปทำไม ซึ่งไม่เหมือนกับการลืมว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ วันนี้เป็นวันอะไรของสัปดาห์ ซึ่งเป็นการลืมแบบที่จะนึกออกและรับรู้ได้ในภายหลังเมื่อตั้งสติได้หรือทบทวนเองได้แล้ว

ลืมเส้นทาง หลงทาง สิ่งที่เคยทำได้ดีกลับทำได้แย่ลง

ไม่ว่าจะเป็นงานบ้านหรืองานออฟฟิศที่คุ้นเคยกลับรู้สึกทำได้ยาก ลืมเส้นทางที่เคยไปเป็นประจำ เช่น เส้นทางไปทำงาน เส้นทางกลับบ้าน ทำให้ขับรถหลงทางบ่อยๆ ลืมทางเข้าสำนักงาน ทางเข้าบ้านที่ปกติเข้าออกเป็นประจำ ก็ขับรถวนไปวนมาหาไม่เจอ สูญเสียทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน ลืมวิธีการใช้โทรศัพท์ การใช้เครื่องไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำไม่ได้ซับซ้อนหรือต้องเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือของชิ้นใหม่

บกพร่องในขั้นตอนที่เคยทำเป็นประจำ

ใช้เวลามากขึ้นในการทำกิจวัตร เช่น ตักข้าว กินข้าว ซึ่งปกติแล้วเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ และรวดเร็ว รวมถึงกิจวัตรที่มีขั้นตอนซับซ้อนก็ทำได้ช้าลงหรือทำไม่ได้เพราะจำขั้นตอนและกระบวนการในการทำไม่ได้ เช่น การติดกระดุมเสื้อ การใส่เสื้อผ้า ลืมทำขั้นตอน เช่น ทำอาหารแล้วลืมใส่เครื่องปรุง หรือลืมว่าใส่แล้วจึงใส่อีก มีปัญหาในการดูแลตัวเอง เช่น การกิน การอาบน้ำ การขับถ่าย การแปรงฟัน การหวีผม คือทำเองไม่ได้ หรือทำได้แต่ทำไม่ถูกต้อง ไม่สามารถซื้อของตามรายการที่ต้องการ ไม่จ่ายเงินตามจำนวนที่ใบเสร็จแจ้ง ซึ่งไม่ใช่การหยิบเงินผิด หรือได้ยินยอดเงินไม่ถนัด มองไม่ชัด หรือแค่เข้าใจผิดเพียงครั้งคราวเท่านั้น แต่เป็นเพราะคำนวณไม่ได้หรือไม่เข้าใจจำนวนเงิน ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่เคยเข้าใจนั่นเอง

หลงลืมในเรื่องที่ไม่น่าลืม มีความจำที่แย่ลง

ผู้ที่เริ่มเป็นโรคสมองเสื่อม จะมีอาการหลงลืมสิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือที่เรียกว่าความจำระยะสั้น ลืมวันสำคัญหรือเหตุการณ์สำคัญที่เพิ่งผ่านมา ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะลืม เช่น ลืมการฉลองวันเกิดคนในครอบครัวที่เพิ่งผ่านมา ลืมว่าเพิ่งไปงานรับปริญญาของหลาน หรือมักถามอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ทั้งๆ ที่เพิ่งถามไป เพราะลืมไปว่าถามแล้ว รู้แล้ว

ไม่เข้าใจในภาพที่เห็น ไม่สามารถรวบยอดความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับตัวเองได้

เวลาเดินผ่านกระจกหรือส่องกระจก พอเห็นภาพในกระจกจะไม่รู้ว่านั่นคือภาพของตัวเองในกระจก ไม่รู้ว่านั่นคือกระจก คิดว่าเป็นอีกห้องหนึ่งที่มีคนอื่นอยู่ในนั้น ซึ่งแตกต่างจากความเข้าใจผิดที่เกิดจากสายตาไม่ดีของผู้สูงวัยทั่วไป

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าภาวะสมองเสื่อมเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในปัจจุบันและในอนาคต และลูกหลานหรือผู้ดูแลพบความผิดปกติต้องรีบมาพบแพทย์ บางส่วนสามารถแก้ไขและจำนวนมากชะลอโรคได้ถ้าพบระยะแรกค่ะ

ข้อมูลประกอบจาก: สถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ซึมเศร้าในผู้สูงวัย ใครว่าไม่เป็นปัญหา!

วิธีเสริมสร้างกำลังใจให้ผู้สูงอายุที่กำลังป่วย

สัญญาณสุขภาพในผู้สูงวัย หากปล่อยทิ้งไว้อันตรายแน่!