ความดันโลหิตต่ำ โรคบางอย่างไม่ใช่โรค แต่เราชอบเรียกกันผิดๆ ว่า ป่วยเป็นโรค…นั้นโรค…นี้Ž

          ที่ชอบเรียกว่าโรคและรู้จักกันดีมากโรคหนึ่ง แม้แต่ชาวบ้านทั่วๆ ไปก็รู้จักคือ โรคความดันโลหิตสูงŽ และอีกโรคหนึ่งซึ่งตรงกันข้าม แต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักคือ ความดันโลหิตต่ำŽ ก็มีอยู่สองโรคนี้แหละที่เกี่ยวกับความดันโลหิต

          อาจจะมีใครสักคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาสอดแทรกว่า มีสิอีกโรคหนึ่งก็คือ โรคความดันทุรังž ไงล่ะŽ

          อันนี้ผมไม่เกี่ยวนะ ใครจะอยากดันทุรังอยู่ไปโดยไม่รู้ไม่ชี้ผมก็ไม่เกี่ยว หรือใครจะดันทุรังไล่ใครต่อใครออก ผมก็ไม่เกี่ยวอีกเหมือนกัน ผมเกี่ยวอยู่อย่างเดียวคือ ความสบาย หรือไม่สบาย (ป่วย) ของเพื่อนร่วมโลกของผมเท่านั้น

          เวลาแพทย์วัดความดันโลหิตของคุณ นั่นก็คือการวัดดูว่า หัวใจของคุณจะปั๊มเอาเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้มากน้อย เป็นปกติ หรือไม่ปกติอย่างไร

          เราวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องวัด sphygmomanometer เป็นหน่วยวัดเรียกว่า มิลลิเมตรปรอท [มม.ปรอท (mm / Hg)] เวลาหัวใจบีบตัว ตัวเลขหน่วยวัดขึ้นสูง (systolic) เวลาหัวใจคลายตัวหน่วยวัดลงต่ำ (diastolic) ฉะนั้นถ้าเป็นคนวัยหนุ่มท่าทางแข็งแรง ความดันที่ดีที่สุดน่าจะเป็นประมาณ 120 / 88 มม.ปรอท

          ความดันโลหิตสูงผิดปกติจะเกิดขึ้นตามวัย อายุมากขึ้นความดันก็จะสูงขึ้น ฉะนั้นระดับความดันซึ่งโดยเฉลี่ยก็ไม่น่าจะเกินตัวบน 140 – 159 และตัวล่างประมาณ 90 – 114 (จากตัวเลขของสหรัฐอเมริกา The  Joint  National  Committee  on  Detection, Evaluation and  Treatment  of  High  Blood  Pressure)

          เอาละครับ ทีนี้เรามาคุยกันถึงเรื่องความดัน (ไม่ทุรัง) โลหิตต่ำกันได้แล้ว

          ปกติผู้ที่มีความดันเป็นประจำประมาณ 100 – 60 มม.ปรอท หรือต่ำกว่า ก็ถือว่าเป็น โรคความดันโลหิตต่ำ ได้แล้ว

          วิธีวัด ความดันโลหิตต่ำ ของผู้ป่วยนั้น การวัดที่ถือว่าแน่นอนจะต้องให้คนไข้ยืน แล้ววัดความดันโลหิตในขณะที่กำลังยืนอยู่หรือนั่งตัวตรงอยู่ก็ได้

ความดันโลหิตต่ำ ความดันโลหิต

          อาการสำคัญของคนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำก็คือ จะเวียนหัวง่าย หน้ามืดตามัว หรือบางทีก็เป็นลมเป็นแล้งเอาง่ายๆ และมีอาการเพลียเหนื่อยล้ามาหลายวันแล้ว

          การเวียนหัวมึนหัวและเป็นลมนี้มีข้อสังเกตสองอย่าง คือคุณมี อาการอย่างกะทันหัน หรือว่า คุณเป็นเรื้อรังเป็นนิจศีลอย่างนี้มานานแล้ว

          ถ้าเป็นกะทันหัน คือ อยู่ๆ มันก็เป็นขึ้นมาทันทีละก็ ขอให้นึกทบทวนว่า

          1. แต่ก่อนนี้คุณเคยเป็นความดันโลหิตสูง แล้วคุณกินยาลดความดันโลหิตสูงมากไปหรือเปล่า คนไข้บางคนเป็นโรคความดันโลหิตสูง หมอสั่งยาอย่างแรงให้หรือบางทีคุณกินยามากเกินคำสั่ง คุณก็จะมี อาการความดันโลหิตต่ำ ต้องรีบบอกแพทย์ของคุณให้ปรับยาให้ทันที

          2. คุณมีอาการบวมตามตัว จะเนื่องด้วยโรคไตหรืออย่างใดก็ตามที พอคุณกินยาลดบวม ความดันโลหิตก็เกิดต่ำขึ้นมาทันทีต้องรีบบอกแพทย์ให้ปรับยาอีกเหมือนกัน

          3. คุณกินเหล้ามากไปหรือเปล่า

          4. คุณกินยาโรคหัวใจหรือเปล่า

          5. กินยากล่อมประสาทบ้างหรือเปล่า

          6. กินยาคลายเครียดบ้างหรือเปล่า

          7. ติดหวัดหรือเป็นไข้หวัดหรือเปล่า

          ถ้าคุณมีอาการต่างๆ หรือปฏิบัติตัวตามอย่างใดอย่างหนึ่งมานี้ คุณอาจจะมีอาการความดันโลหิตต่ำเกิดขึ้นโดยกะทันหันได้ ต้องรีบยุติพฤติกรรมหรือหยุดการกระทำเหล่านั้น

          แต่ถ้าอาการของคุณไม่ได้เกิดขึ้นโดยกะทันหัน แต่เกิดขึ้นแบบเรื้อรังมานานแล้ว ก็ขอให้ตรวจดูว่า

          1. คุณเป็นโรคโลหิตจางหรือเปล่า

          2. ภายในร่างกายเคยมีอาการโลหิตไหลหรือเลือดตกในหรือเปล่า

          3. น้ำตาลในเลือดต่ำหรือเปล่า (อดอาหาร?)

          4. เคยเป็นวัณโรค (TB) หรือเปล่า

          5. เคยเป็นโรคเกี่ยวกับไทรอยด์หรือเปล่า

          6. เคยมีอาการโรคหัวใจหรือเปล่า

          อาการเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นแบบกะทันหันหรือเป็นแบบเรื้อรัง เมื่อได้ทราบสาเหตุต่างๆ แล้วก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ อย่างนี้เป็นต้นเมื่อตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคโลหิตจาง ก็ต้องแก้เรื่องโลหิตจางเสียก่อน เหล่านี้เป็นต้น

          ต่อไปนี้เป็นการแก้อาการเฉพาะหน้า โดยเฉพาะปวดหัวและเป็นลมหน้ามืด

          1. เวลานอน ให้นอนศีรษะสูงกว่าเท้าประมาณ 8 – 12 นิ้ว

          2. เวลาตื่นอย่าลุกพรวดพราด ขอให้ลุกขึ้นนั่งช้าๆ นั่งริมเตียง ห้อยขาสักพักหนึ่ง

          3. เวลาอาบน้ำให้ใช้น้ำร้อนสลับกับน้ำเย็น

          4. ใช้ผ้าขนหนูหยาบๆ ถูทั่วตัวอย่างแรง 2 ครั้ง เช้า – เย็น (อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง)

          5. กินอาหารหนัก 3 มื้อ และกินอาหารว่าง 2 มื้อ (สายและบ่าย)

          สำหรับอาหารนี้ อาหารหนักหมายความว่า เช้า กลางวัน เย็น และอาหารว่างก็น่าจะเป็นของกินเล่น เป็นต้นว่าผลไม้ แอ๊ปเปิ้ล ถั่ว และเมล็ดพืช (เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน) และกล้วยตาก เป็นต้น อย่าลืมเรื่องน้ำดื่ม อย่างน้อยวันละ 4 – 6 แก้ว

          นอกไปจากนั้น ในกลุ่มของอาหารนี้ ขอแนะนำเรื่อง วิตามินและแร่ธาตุ ดังต่อไปนี้

          1. บีคอมเพล็กซ์ 1 เม็ด

          2. บี 1 บี 5 อย่างละ 1 เม็ด

          3. วิตามินซี 1 เม็ด 1,000 มิลลิกรัม

          4. แคลเซียมและแมกนีเซียม (ใช้ชนิดที่มีสองอย่างรวมกันในเม็ดเดียว)

          5. วิตามินอี 1 เม็ด

          6. โพแทสเซียม 1 เม็ด

ลองหัดนวดและกดจุด (วันละ 2 ครั้ง)

          1. กดร่องข้างต้นคอ (วิธีหาจุด ให้ลากจากติ่งหูเข้ามาหาร่องใต้โคนกะโหลกด้านหลัง) ใช้หัวแม่มือกดสองข้าง จะรู้สึกจี๊ดขึ้นไปถึงกระหม่อม

          2. จากจุดใต้รักแร้ ลากเส้นมาถึงกล้ามเนื้อบริเวณเหนือหัวนม นวดด้วยหัวแม่มือบริเวณกล้ามเนื้อหน้าอกสองข้าง

          นวดสองข้างสลับกันกับการหายใจยาวๆ ลึกไปถึงสะดือ หายใจยาวเข้า – ออกหลายๆ ครั้ง

          3. นวดตรงร่องข้อมือระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ นวดจากพังผืดด้านบนลงไปถึงร่องกล้ามเนื้อหัวแม่มือโคนนิ้ว แล้วนวดขึ้นๆ ลงๆ กลับไปกลับมา

          ทั้งหมดนี้เป็นการแก้อาการ แต่อย่าลืมแก้ต้นเหตุที่ทำให้เราเป็นความดันโลหิตต่ำด้วย เช่น โลหิตจาง น้ำตาลในเลือดต่ำ วัณโรค หรือไทรอยด์ เป็นต้น

ข้อมูลจาก ดร.สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต

คอลัมน์บทความอาจารย์สาทิส นิตยสารชีวจิต ฉบับ 222

บทความน่าสนใจอื่นๆ

เสริมระบบการหายใจ เยียวยา ภูมิแพ้ ด้วยหลักการชีวจิต