ปวดท้องเมนส์ หรือ ปวดประจำเดือน ผู้หญิงไทยเรารู้จักคำว่า “เมนส์” มาตั้งแต่สมัยผม (ดร.สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต) ยังเป็นเด็กอยู่เลย สมัยนั้น รุ่นน้า รุ่นป้า เขาเรียกกันว่า ปวดประจำเดือน มาสมัยหลังๆ นี่สาวๆ รุ่นใหม่แทบจะไม่มีใครรู้จักปวดประจำเดือนเสียแล้ว รู้จักแต่คำว่า ปวดเมนส์ ซึ่งเป็นคำเต็มว่า MENSTRUATION หรือตรงกับคำไทยว่า “ปวดประจำเดือน” นั่นเอง

มีแฟนประจำชีวจิต เลียบๆ เคียงๆ มาถามเรื่องปวดประจำเดือน แฟนคนนี้เป็นแฟนเก่าแก่ เธอมีปัญหาเรื่องการ ปวดท้องเมนส์ เป็นประจำ เคยแนะนำวิธีแก้ปวดท้องเมนส์ให้หายอย่างถาวร ซึ่งมีการปฏิบัติตัวเป็นส่วนสำคัญของการรักษา แต่เธอก็ไม่เคยเคร่งครัดกับการปฏิบัติตัวให้กับตัวเอง อย่างเช่น การกินอาหารแบบชีวจิต และการออกกำลังกายแบบชีวจิต เป็นต้น เธอมักจะอ้างว่าไม่มีเวลาจัดหาอาหาร หรือไม่มีเวลาออกกำลังกาย

ฉะนั้น เวลาเธอเกิดปวดท้องเมนส์ขึ้นมา เธอก็มาหา ขอให้ช่วยแก้ไขอย่างรีบด่วน โดยเฉพาะคราวนี้มีเรื่องรีบด่วนมาก เพราะเธอทำงานหน้าที่เกี่ยวกับการเงินของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง เธอต้องทำบัญชีชนิดยุ่งเหยิง สะสางไม่จบ เธอจึงเครียดมาก หน้าตาดูไม่ได้ เชื่อไหมว่า ความเครียดก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การปวดท้องเมนส์ กลายเป็นการปวดอย่างร้ายแรงชนิดที่แทบจะเป็นลมได้เลย

เอาละครับ ตอนนี้จะขอพูดถึงการปวดท้องเมนส์ ซึ่งภาษาชาวบ้านเรียกกันง่ายๆ ว่า MENSTRUAL CRAMPS หรือจะเรียกเป็นภาษาแพทย์ว่า DYSMENORRHEA และจะบอกวิธีแก้ไขแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องไปหาหมอเสียก่อน

การปวดประจำเดือน หรือการปวดเมนส์นั้น จะเกิดขึ้นกับหญิงสาวหรือผู้หญิงทั่วไปเดือนละครั้ง เกิดขึ้นมาได้ เพราะผนังมดลูกผลิตสารเคมีชนิดหนึ่งออกมาชื่อว่า PROSTAGLANDINS สารตัวนี้มีลักษณะการทำงานเหมือนกับฮอร์โมน และมีหน้าที่ช่วยให้กล้ามเนื้อของมดลูกบีบตัว สามารถจะขับเยื่อส่วนหนึ่งของมดลูก และของเหลวในมดลูกให้ออกมาได้ ถ้าพรอสตาแกลนดินตัวนี้ออกมาทำงานตามปกติ ก็จะขับเลือดประจำเดือนออกมาพอดีๆ แต่ถ้าสารเคมีตัวนี้มีมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดอาการปวดเมนส์มีมากขึ้น จนขนาดว่าเป็นอาการผิดปกติถึงกับทำให้เป็นลมได้

ปวดประจำเดือน ประจำเดือน ชีวจิต

วิธีแก้อาการปวดประจำเดือนแบบกะทันหัน ซึ่งจะต้องมีการปฏิบัติแบบพื้นฐานของชีวจิต ดังต่อไปนี้

1. ให้ระวังเรื่องอาหาร ให้ระวังมากๆ ก่อนเวลาเมนส์จะมา ผู้หญิงแทบทุกคนย่อมจะรู้ว่าวันไหนถึงกำหนดที่เมนส์จะมา ก่อนหน้านั้นให้ระวังเรื่องอาหารให้มาก อย่ากินอาหารประเภทมันจัด หวานจัด และเค็มจัด ที่ต้องเตือนกันเรื่องนี้ก็เพราะ PROSTAGLANDINS นั้น เป็นสารประเภทกรดไขมัน ถ้าคุณกินอาหารประเภทมันจัด หวานจัด เค็มจัดเยอะๆ สารเคมีตัวนี้ก็จะมีมากเกินไป เวลาเมนส์มาคุณก็จะเกิดอาการปวดเมนส์ ได้โดยง่าย

2. ตัดอาหารฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาแฟ ชา น้ำอัดลม และช็อกโกแลต อาหารประเภทนี้ได้ทดลองและทดสอบมาแล้ว สำหรับคนปวดเมนส์มากๆ พอให้งดอาหารเหล่านี้ อาการปวดก็ทุเลาลง บางคนหายปวดไปเลย นี่เป็นการทดลองของอาจารย์ด้านโรคเกี่ยวกับสตรีคือ อาจารย์เพนนี บูดอฟ แห่งวีเมน เมดดิคอล เซ็นเตอร์ แห่งโรงพยาบาลเบธเพจ นิวยอร์ก

3. หยุดกินเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทุกชนิด นี่เป็นการทดลองของอาจารย์บูดอฟอีกเช่นกัน

4. อย่ากินยาประเภทขับน้ำ มีผู้หญิงบางคนหรือหมอสมัยใหม่บางคนแนะนำให้กินยาขับน้ำหรือยาประเภทลดความอ้วน อย่ากินเป็นอันขาด นี่เป็นการทดลองศึกษาและวิจัยของอาจารย์ซูซาน ล้าค ผู้เชี่ยวชาญด้านการปวดมดลูก (PREMEN STRUAL SYNDROME) แห่งลอส อัลโตส แคลิฟอร์เนีย

5. ให้กินวิตามินและแร่ธาตุ กลุ่มวิตามินควรจะเป็นกลุ่มแอนติ ออกซิแดนต์ (A, C, D, E) และกลุ่ม B (B1, B6, B12) พร้อมทั้งแร่ธาตุคือ แคลเซียม แมกนีเซียม โปแตสเซียม ควรจะกินก่อนเมนส์มาสัก 1 อาทิตย์ และระหว่างมีเมนส์ก็ควรกินจนกว่าเมนส์จะหมดด้วย

6. ใช้ความร้อน ให้ดื่มชาสมุนไพรร้อนๆ หรือดื่มน้ำมะนาวอุ่นๆ ในขณะเดียวกันก็ใช้ผ้าอบร้อนหรือกระเป๋าน้ำร้อนวางบนหน้าท้องและบริเวณสะโพกเป็นพักๆ

7. ใช้ยาแก้ปวดชนิดเบาๆ อย่างเช่น แอสไพริน พาราเซตามอล หรือไอมูโปรเฟน เป็นครั้งเป็นคราวที่ว่าเป็นครั้งเป็นคราวนี้ หมายความว่ามันปวดมากจนทนไม่ได้ และขอให้กินเวลาปวดจนทนไม่ได้เท่านั้น อย่ากินประจำเป็นอันขาด

8. การบริหารและออกกำลังกาย อันนี้เป็นข้อบังคับตายตัวเลยว่าคุณต้องทำ การบริหารและการออกกำลังกายนั้น ควรจะทำคู่กัน คือบริหารให้ร่างกายยืดและกล้ามเนื้อข้อต่อคลายและเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว แล้วจึงออกกำลังกายจนเหงื่อออกโทรมตัว คุณจะบริหารและออกกำลังกายแบบไหนก็ได้ตามถนัด จะใช้โยคะก็ดี หรือจะใช้การบริหารผสมกับการนวดตัวก็ดี ควรจะเป็นการนวดแผนไทยจะดีที่สุด หรือจะนวดเท้าดูบ้างก็ช่วยได้เช่นกัน สำหรับเรื่องนวดเท้านี้ เห็นท่านผู้อนุรักษ์ ของเก่าแบบไทยบางท่านใช้กะลามะพร้าวประดิษฐ์ เป็นเครื่องนวดเท้าสำหรับตัวเองก็ดีมากเหมือนกัน ผมลองเหยียบกะลาแบบนวดเท้าของคุณบุญรวม เต็มใจ ที่เชียงใหม่ รู้สึกว่าสบายไปทั้งตัว นอกไปจากนั้น ถ้าไม่รู้ว่าจะบริหารหรือออก กำลังกายแบบไหนดี ก็อยากจะแนะนำให้ลองรำตะบองแบบชีวจิตดู ไม่ต้องเสียเงินและไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนใดๆ ทั้งสิ้น ท่ารำตะบอง “ท่าแถม” (รัดตะบองไว้ เบื้องหลังตรงเอว เขย่งเท้าแล้วค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ ลดส้นเท้า แล้วเขย่งเท้าค่อยๆ ยืนขึ้น ตัวตรงแล้วลดส้นเท้าลง ทำซ้ำๆ กัน 10-20 ครั้ง)

9. เมกเลิฟบ่อยๆ และต้องให้ได้ขีดสุดยอด (ORGASM) ด้วย ข้อนี้เป็นข้อแนะนำของอาจารย์ซูซาน ล้าค แห่งลอส อัลโตส แคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้ค้นคว้าและวิจัยมาแล้ว

ปวดท้องเมนส์ ปวดประจำเดือน ประจำเดือน ชีวจิต

ปวดก่อนมีเมนส์ ภาษาการแพทย์เรียกว่า PREMENSTRUAL SYNDROME หรือเรียกย่อๆ ว่า PMS การปวดแบบนี้เป็นการปวด ก่อนมีประจำเดือน ส่วนมากการปวดจะเป็นเดือนละครั้ง สองอาทิตย์ก่อนถึงวันเมนส์จะมา

ต้นเหตุของการปวดแบบนี้ กล่าวกันว่าเพราะฮอร์โมนสองตัวของคุณผู้หญิง คือฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ทำงานมากเกินไป

ปกติฮอร์โมนสองตัวนี้ต้องทำงานร่วมกัน เอสโตรเจนนั้นรังไข่จะเป็นตัวสร้างฮอร์โมนตัวนี้ แต่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับฮอร์โมนตัวนี้ก็คือ ต่อมหลายต่อมช่วยสร้างฮอร์โมนตัวนี้ด้วย อย่างเช่นต่อมหมวกไตหรือตัวอ่อนในครรภ์ของคุณแม่ หรือว่าแม้แต่ในรกของเด็กในครรภ์ และที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านี้ก็คือ ทั้งๆ ที่เป็นฮอร์โมนสำหรับเพศหญิง แต่ในผู้ชายก็มีตัวสร้างฮอร์โมนหญิงในตัวผู้ชายไว้ด้วย และตัวสร้างฮอร์โมนหญิงของผู้ชายก็คือลูกอัณฑะนั่นเอง

ฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิง มีหน้าที่สร้างผนังมดลูกเพื่อเตรียมไว้สำหรับการตั้งครรภ์ ถ้าไม่มีการผสมพันธุ์ระหว่างนั้น ผนังมดลูกก็จะลอกออกมากลายเป็นประจำเดือน

เรื่องน่ารู้นอกเหนือไปจากการมีประจำเดือนก็คือ เขาใช้ฮอร์โมนตัวนี้ไปทำเป็นยาคุมกำเนิด และใช้เป็นยาคุมการก่อตัวของมะเร็ง หรือการกระจายของมะเร็งในผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม และในผู้ชายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นยาป้องกันโรคกระดูกผุ (OSTE-OPOROSIS) สำหรับคุณผู้หญิงที่อายุในเกณฑ์หมดประจำเดือนแล้ว

ส่วนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนนั้น ก็มีหน้าที่ช่วยเตรียมผนังชั้นในมดลูก (ENDROMETRIUM) ไว้ สำหรับการตั้งครรภ์หลังจากที่มีการผสมพันธุ์ และถ้ามีการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนตัวนี้ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้รังไข่ขับไข่ออกมาซ้อนซ้ำกันอีก หมายความว่าถ้าคุณผู้หญิงตั้งครรภ์แล้ว รังไข่ก็จะหยุดสร้างไข่ชั่วคราว

ตกลงในการมีเมนส์ตามปกตินั้น ฮอร์โมนสองตัวนี้จะทำงานร่วมกันและประสานกัน แต่มีในบางครั้งฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำงานมากกว่าเอสโตรเจน ก็จะทำให้มดลูกบีบตัวก่อนกำหนดเมนส์จะมา จึงทำให้เกิดอาการหลายอย่างแบบที่เรียกว่า PMS นี้

ถ้าเอสโตรเจนสูงเกินเหตุ คุณผู้หญิงก็จะรู้ สึกวิงเวียนและหงุดหงิด ถ้าโปรเจสเตอโรนสูงก็จะรู้สึกเหนื่อยเพลียและซึมเศร้า

ถ้าฮอร์โมนสองตัวนี้ทำงานไม่ประสานกัน นอกจากจะปวดบริเวณท้องอย่างบางครั้งเกือบจะทนไม่ได้แล้ว ยังมีอาการอื่นๆ เข้ามาแทรกเช่น ปวดศีรษะ ปวดหลัง สิวขึ้นหรือมีอาการเห่อหรือมีอาการภูมิแพ้อย่างแรง ที่ออกจะน่ารำคาญเป็นอย่างยิ่งก็คือ ที่บริเวณเต้านมหรือหัวนมจะมีความรู้สึกไวหรืออ่อนไหว คืออาการเจ็บเสียวและปวดเป็นบางครั้ง แม้แต่ถูกเสื้อผ้าบางเบาก็ยังทนแทบไม่ได้

นี่แหละคืออาการของ PMS ซึ่งค่อนข้างจะทารุณมากตรงที่ไม่ได้ปวดบริเวณท้อง และร่างกายส่วนอื่นอย่างเดียว แต่จะรู้สึกกดดันทางอารมณ์และจิตใจ คือเป็นทั้งร่างกายและจิตใจพร้อมกันไปด้วย

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจมากอีกอย่างหนึ่งจากนายแพทย์กาย อับราฮัม นายแพทย์ผู้นี้เป็นศาสตราจารย์ด้านสูตินรีและนรีเวชวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ซึ่งได้ รายงานผลของการศึกษาคนไข้สตรีหลายพันคน

ศาสตราจารย์นายแพทย์อับราฮัม กล่าวว่า ผู้หญิงที่มีบุตรหลายคน และผู้ที่เริ่มแต่งงานใหม่ๆ มักจะมีอาการ PMS นี้เป็นส่วนมาก และผลของการวิจัยอีกอย่างหนึ่งก็คือ การหย่าร้างของคู่สามีภรรยาหลายคู่มักจะมีต้นเหตุเกิดจากภรรยามีอาการของ PMS เป็นประจำ

ปวดประจำเดือน ประจำเดือน ชีวจิต

เอาละครับ ต่อไปนี้เป็น คำแนะนำของการปฏิบัติตัวแบบง่ายๆ ซึ่งผมรวบรวมจากรายงานของแพทย์หญิงซูซาน ล้าค ร่วมกับรายงานของศาสตราจารย์กาย อับราฮัม และผสมกับการศึกษาและประสบการณ์ของผมเอง ซึ่งได้แนะนำคนไข้หลายคนได้ผลมาแล้ว

1. ให้ระวังเรื่องอารมณ์ไว้ให้มาก เพราะการปวดท้อง PMS นี้เป็นทั้งร่างกายและจิตใจร่วมกัน ก่อนจะถึงกำหนดและได้เวลาที่เริ่มอาการ ต้องเตือนตัวเองไว้ว่า “มันกำลังจะเล่นงานเราแล้ว” ฉะนั้นต้องเตรียมสู้กับความเจ็บปวดและพร้อมกันนั้น ทำจิตใจให้แจ่มใสและมีอารมณ์ ขันไว้

2. ระวังเรื่องอาหารให้มากๆ อย่ากินจนท้องอิ่มมากจนเกินไป และที่ควรระวังมากที่สุด ก็คือ อย่ากินอาหารหวานๆและมันๆ

3. ระวังอาหารประเภทนมเนยและเนยแข็ง ทั้งนี้เพราะน้ำตาลในนม (LACTOSE) จะทำให้การดูดซึมเอาอาหารไปเลี้ยงร่างกายได้น้อย โดยเฉพาะน้ำตาลในนมนี้จะทำให้ แมกนีเซียมในร่างกายลดลง แมกนีเซียมเป็นตัวช่วยควบคุมระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อยู่ในระดับพอดีและถูกต้อง

4. หยุดกินไขมันประเภทไขมันอิ่มตัวและไขมันจากเนื้อสัตว์ (SATURATED FAT) แต่ให้ใช้น้ำมันพืชแทน เช่น น้ำมันข้าวโพดหรือน้ำมันดอกคำฝอย ไขมันจากเนื้อสัตว์นั้นจะบำรุงร่างกายและทำให้ ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีระดับสูงเกินไปโดยใช่เหตุ

5. หยุดกินเค็ม อย่างน้อยหยุดให้ได้ สัก 10-14 วัน เพราะอาหารที่เค็มจะทำให้ ร่างกายเก็บน้ำไว้ในตัว จะทำให้ดูบวม

6. กินอาหารหรือผักที่มีกากเยอะๆ อย่างเช่นข้าวซ้อมมือ ถั่วหรือเมล็ดข้าวชนิดต่างๆที่ไม่ขัดขาว

7. ให้ใช้วิตามิน B6, A, D, C, E อย่างละ 1 เม็ดทุกวัน เป็นเวลา 14 วัน ทุกเดือนจนกว่าอาการปวดจะหาย

8. ให้ใช่แร่ธาตุแคลเซียม และแมกนีเซียม อย่างละ 1 เม็ด กินเช่นเดียวกับข้อ 7.

9. ใช้แอมมิโน แอซิด TYROSINE ขนาด 250 มก. 1 เม็ดทุกวัน 14 วันต่อ 1 เดือน

ข้อมูลจาก ดร.สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต

บทความน่าสนใจอื่นๆ

ชีวจิต ให้อะไรคุณได้บ้าง

มารู้จัก เลือดจาง หรือโรคโลหิตจาง By กูรูต้นตำรับชีวจิต