ทุกวันนี้หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ยาแก้แพ้ ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ ว่าเป็นยาชนิดเดียวกัน สร้างความสับสนในการใช้ยาเป็นจำนวนมาก

ครั้งนี้ชีวจิต พาทุกคนมาทำความรู้จักความถูกต้อง ของยาทั้งสามชนิด ยาแก้แพ้ ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวะนะ มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร เพราะจะได้เลือกใช้ยาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ลดความเสี่ยงการดื้อยา แพ้ยา ในการรักษาโรคได้

ทำความรู้จัก ยาแก้แพ้ ยาแก้อักเสบ และยาปฏิชีวนะ

รศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า

ยาแก้อักเสบ คือ ยาที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ แก้ปวด รวมทั้งมีฤทธิ์ในการลดไข้ได้ เช่น ยาแอสไพริน(ลดไข้) ยาไดโคลฟิแนค (แก้ปวด) และไอบูโพรเฟน 

แต่ไม่ใช่ยาที่มีในการฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส ยาแก้อักเสบใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและการอักเสบ ได้แก่ ปวดหลัง  ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อาการเคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นอักเสบ และกล้ามเนื้ออักเสบเท่านั้น

เพราะกระบวนการอักเสบของร่างกายส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น อาการปวดเข่าที่เกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อม การอักเสบของข้อจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือกล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนัก หรือการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

ยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) เป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส สำหรับยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เพนนิซิลิน และอะม็อกซีซิลิน ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

เช่นใช้รักษาอาการต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง มีปัสสาวะแสบขัดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น

สำหรับสุดท้าย ยาแก้แพ้ เป็นยาในกลุ่มต้านฮิสตามีน (Antihistamine) ใช้รักษาอาการภูมิแพ้และอาการแพ้อื่น ๆ 

อาการแพ้เกิดจากการหลั่งสารฮิสตามีนออกมาเมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้เกิดอาการคัน จาม มีน้ำมูก น้ำตาไหล หายใจลำบาก

นอกจากนี้ยาแก้แพ้รักษา ยังรักษาอาการป่วยจากการเดินทางหรือการเคลื่อนไหว เช่น เมารถ เมาเรือ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน นอกจากนี้ยาแก้แพ้บางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงได้

ยาแก้อักเสบ ≠ยาฆ่าเชื้อ ≠ยาแก้แพ้

ยาทั้งสามชนิดมีผลการออกฤทธิ์ และการหวังผลในการรักษาที่เเตกต่างกันอย่างชัดเจน

ดังนั้น หากเรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบจะทำให้เข้าใจผิดคิดว่ายาฆ่าเชื้อสามารถรักษาการอักเสบได้ทุกชนิดได้

หรือในทางกลับกันที่คิดว่ายาแก้อักเสบ ยาแก้แพ้ สามารถฆ่าเชื้อโรคได้  จะทำให้ใช้ยาผิดประเภทหรือรักษาผิดโรคได้เช่นกัน

ยาแก้อักเสบ ยาแก้แพ้ และยาปฏิชีวะนะ

อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

ข้อมูลจากโครงการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในร้านยา ปี พ.ศ. 2555 ระบุว่า อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวะนะพร่ำเพรื่อ ไว้ดังต่อไปนี้

1.การแพ้ยา : หากแพ้ไม่มากอาจมีแค่ผื่นคัน ถ้ารุนแรงขึ้นผิวหนังจะเป็นรอยไหม้ หลุดลอก หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

2.เกิดเชื้อดื้อยา : การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยา ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะที่ใหม่ขึ้น แพงขึ้น ซึ่งเหลือให้ใช้อยู่ไม่กี่ชนิด สุดท้ายก็จะไม่มียารักษา และเสียชีวิตในที่สุด

3.เกิดโรคแทรกซ้อน : ยาปฏิชีวนะจะฆ่าทั้งแบคทีเรียก่อโรคและแบคทีเรียชนิดดีมีประโยชน์ในลำไส้ของเรา เมื่อแบคทีเรียชนิดดีตายไป เชื้ออื่นๆ ในตัวเราจึงฉวยโอกาสเติบโตมากขึ้น ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง โดยผนังลำไส้ที่ถูกทำลายหลุดลอกมากับอุจจาระ อันตรายถึงชีวิต

คราวนี้ก็รู้ชัดแจ่มแจ้งแล้ว อย่าลืมนะ ยาแก้แพ้ ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ นั้นมันคนละชนิดกัน

อ่านบทความเพิ่มเติม

ยาแก้แพ้ แก้โรคภูมิแพ้ ไม่ใช่โรคหวัด

สมอไทย สมุนไพร 3 รส ยาระบาย ขับพิษไข้

ยาแคปซูล แกะก่อนกินได้หรือไม่

ยาหอม 5 แบรนด์ไทย ตำรับขึ้นหิ้ง ไม่มีติดบ้าน ถือว่าพลาดมาก!