ดร.เทวฤทธิ์

พลิก “ชีวิตติดลบ” เป็นพลังสู่ “ความสำเร็จ” ดร.เทวฤทธิ์ สะระชนะ

พลิก “ชีวิตติดลบ” เป็นพลังสู่ “ความสำเร็จ” ดร.เทวฤทธิ์ สะระชนะ

“ต้นทุนชีวิตของคนเราไม่เท่ากัน” เราคุ้นเคยกับคำพูดนี้ดีแต่สำหรับ ดร.เทวฤทธิ์ สะระชนะ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมีคลินิกสาขาเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เคยมีต้นทุนชีวิต “ติดลบ” เข้าใจคำนี้อย่างลึกซึ้ง

ในวัยเด็กเขาเคยผ่านชีวิตลำบากถึงขั้นไม่มีเงินเรียน เป็นเหตุให้ชีวิตดำดิ่งสู่ความมืดมน สิ้นหวัง ไร้คุณค่า จนไม่อยากมีชีวิตอยู่

เบื้องหลัง “ความสำเร็จ” ของนักเรียนทุนภูมิพลและอาจารย์ที่จบดอกเตอร์จากอเมริกาผู้นี้ไม่ได้มาง่าย ๆ อย่างใครคิดเรื่องราวการต่อสู้กับความยากลำบาก ไปจนถึงการต่อสู้กับจิตใจตัวเองของเขา คงเป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจให้คุณได้

ทราบว่าจุดพลิกผันในชีวิตเกิดขึ้นตั้งแต่ยังเด็ก เรื่องราวเป็นอย่างไรคะ

ตอนเด็ก ๆ จำความได้ว่า ครอบครัวของผมฐานะค่อนข้างดี คุณพ่อคุณแม่ทำธุรกิจเสื้อผ้า มีร้านใหญ่โตอยู่ที่ประตูน้ำชีวิตความเป็นอยู่ของลูกทั้งสามคนคือผมซึ่งเป็นลูกคนเล็ก และพี่สาวอีกสองคนก็สบายแต่ละคนมีพี่เลี้ยงส่วนตัวคอยดูแล นี่คือภาพที่ผมจำได้

พออายุได้สัก 5 ขวบ คุณพ่อเริ่มติดเหล้า ทำร้ายคุณแม่ และพาภรรยาใหม่เข้ามาอยู่ในบ้าน คุณแม่ต้องพาผมและพี่สาวหนีไปนอนที่ห้องพระ คืนหนึ่งขณะที่เรากำลังนอนกันอยู่ คุณพ่อก็เข้ามาตีคุณแม่หนักมากครั้งนั้นพี่เลี้ยงกันตัวผมไว้ไม่ให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ผมก็ได้ยินเสียงด่าทอและข้าวของตกหล่นกระจัดกระจาย ผมแอบเห็นเลือดของคุณแม่ ไม่นานนักตำรวจก็เข้ามาจับตัวคุณพ่อไป และไม่ได้เจอท่านอีกเลย

เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดครอบครัวของเราอีก เพราะต่อมาบ้านที่เราอยู่โดนเวนคืน ประกอบกับธุรกิจมีปัญหา คุณแม่มีหนี้สินมาก จึงนำเงินที่ได้จากการเวนคืนไปใช้หนี้จนหมดตอนนั้นเราต้องกลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ ต้องย้ายมาอยู่บ้านคุณตา จากนั้นสักหนึ่งปี พอตั้งหลักได้คุณแม่ก็หอบลูกทั้งสามคนแยกมาอยู่บ้านเช่า ซึ่งเป็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ แถวดินแดง ผมจึงอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ชั้น ป.2 จนจบมหาวิทยาลัย

พอมาอยู่บ้านเช่าคุณแม่ก็ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แต่ท่านจบแค่ชั้น ป.4 ไม่มีความรู้อะไรมากมาย ท่านจึงทำงานที่ถนัดคือรับจ้างเย็บผ้า พวกแก้เอวกางเกง ได้เงินครั้งละยี่สิบบาท บางทีลูกค้าไม่มีให้ คุณแม่ใจดีก็ให้ติดไว้ก่อนได้ หลายครั้งจึงกลายเป็นไม่ได้รับค่าจ้างเลยก็มี (หัวเราะ) เมื่อรายได้ตรงนี้ไม่พอ คุณแม่จึงต้องขายไอติมกระบอกและขนมสาคูควบคู่กันไปด้วย ผมมีหน้าที่ช่วยท่านยกกระสอบน้ำแข็ง กระสอบเกลือและช่วยขาย พร้อมกับอ่านหนังสือข้างถังไอติมทุกวัน เพราะเวลานั้นพี่สาวคนโตแยกไปมีครอบครัวแล้ว ส่วนพี่สาวคนรองก็ออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อหารายได้อีกทาง

จากเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่สมบูรณ์และมีฐานะดีต้องมาอยู่อย่างลำบากอาจารย์รู้สึกน้อยใจในโชคชะตาไหมคะ

ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกน้อยใจหรือแปลกแยกจากคนอื่นเลย เพราะเพื่อนแถวนั้นก็เป็นเหมือน ๆ กับเรา ที่สำคัญคือคุณแม่ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าบ้านเราจนหรือลำบากทั้งที่ความจริงเป็นตรงกันข้าม

ผมจำได้ดีว่า ทุกเย็นคุณแม่จะหุงข้าวจากข้าวสารที่แบ่งขายเป็นถุงเล็ก ๆ หน้าที่ของผมคือวิ่งไปที่ร้านกับข้าว เพื่อจำให้ได้ว่ามีอะไรบ้างแล้วมาบอกท่าน ท่านก็จะซื้อกับข้าวเพียงวันละหนึ่งถุงเท่านั้น และให้ผมกินก่อนเสมอ ทั้งยังบอกให้ผมกินเยอะ ๆ กินให้หมดเราเป็นเด็กกำลังหิวก็กินจนหมด ไม่ได้คิดเลยว่าแม่จะกินอะไร แต่คุณแม่ไม่เคยทำตัวให้สงสาร บางครั้งท่านหิวก็จะดื่มน้ำแทน แล้วท่านก็มีเหตุผลบอกผมตลอดว่า กินน้ำเยอะ ๆสุขภาพดี หรือแม่ถือศีล 8 ไม่กินข้าวเย็นเหตุผลของท่านไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแย่ การเลี้ยงดูของท่านก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ามีน้อยกว่าคนอื่น ชีวิตเป็นอย่างนี้มาตลอด จนพบจุดเปลี่ยนใหญ่ตอนเรียนมัธยม

จุดเปลี่ยนนั้นคืออะไรคะ

พอเรียนจบ ป.6 คุณแม่จะให้เรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมแถวบ้าน แต่คุณครูประจำชั้นในตอนนั้นคือ คุณครูพิมพร อยู่ปรีซึ่งอยู่แถวบ้านของผมและทราบความเป็นอยู่ของผมอย่างดี มาคุยกับคุณแม่ และถามว่าจะให้ผมเรียนต่อ ม.1 ที่ไหน คุณแม่บอกว่าให้เรียนแถวบ้านนี่แหละ เพราะค่าเทอมไม่แพงเด็กแถวนี้ก็เรียนกันเยอะ แต่ครูไม่ยอม

ครูอยากให้ผมไปสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ครูจึงอาสาสอนพิเศษให้ผมทุกเย็นและวันเสาร์ - อาทิตย์โดยไม่รับสิ่งตอบแทนใด ๆ ผมซาบซึ้งในความเมตตาของครูมาก และครูถือเป็นแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบของ “การให้” ในชีวิตของผม ซึ่งในที่สุดผมก็สอบติดโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งนั้น

การเข้าไปเรียนในโรงเรียนชื่อดังน่าจะเป็นความภูมิใจของตัวเองและครอบครัว

โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ดีมากครับอาจารย์ก็ดีมากจริง ๆ แต่พอเข้าไปเรียนผมกลับรู้สึกแตกต่างจากเพื่อน เพราะเด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียนเป็นลูกคนมีฐานะดี มีความพร้อม ปิดเทอมเพื่อนก็ไปซัมเมอร์แคมป์ที่ต่างประเทศ ส่วนผมเงินเรียนพิเศษยังไม่มีเลย จากเดิมที่เราเคยเรียนได้ที่หนึ่งพอมาอยู่ในโรงเรียนมัธยมที่คัดแต่เด็กเก่ง ๆมาจากทั่วประเทศ เราก็ไม่ได้เป็นที่หนึ่งแล้วแต่ก็ยังตั้งใจเรียน และช่วยกิจกรรมของโรงเรียนมาโดยตลอด

ครั้งหนึ่งสมัย ม.ต้น ที่โรงเรียนจัดผ้าป่าการศึกษา ให้ผู้ปกครองช่วยกันบริจาคร่วมกับโรงเรียน คุณแม่ก็ใส่ซองให้ ผมก็เอาไปส่งครูปรากฏว่าที่โรงเรียนมีติดบอร์ดยอดทำบุญของนักเรียนแต่ละคน ไล่ตามเลขที่เลยเพื่อนคนอื่นมียอดเป็นแสน เป็นหมื่น น้อย ๆก็เป็นพัน แต่พอถึงชื่อผมมียอดเงินเพียง 150 บาท ตอนนั้นผมอายนะ เพราะมันต่างกันเยอะมาก หลังจากนั้นอาจารย์ก็เรียกไปคุยและถามประมาณว่าทำไมถึงบริจาคเท่านี้

ตอนนั้นผมรู้สึกแย่มาก ทั้งอาย ทั้งโกรธแม่ คือตอนนั้นเป็นช่วงวัยรุ่น เรื่องหน้าตาสำคัญ เราอยากดูดีในสายตาเพื่อน ๆ ไม่อยากดูเป็นเด็กจน ซอมซ่อ มันดูน่าอายโดยไม่ได้คิดเลยนะว่าแม่ลำบาก คิดแต่ว่าแม่ต้องรวยแน่ ๆ แต่แม่เก็บเงินไว้ กลับบ้านมาก็โวยวายใส่ท่าน ท่านก็บอกว่ามีแค่นี้จริง ๆ

ครั้งนั้นผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นที่รักของอาจารย์ จริง ๆ แล้วอาจารย์ท่านนั้นก็มีมุมที่ดีอีกมากมายนะครับ แต่ผมกลับรู้สึกน้อยใจและรู้สึกว่าทุกคนมองข้าม เหมือนเราไม่มีตัวตน

ความรู้สึกที่เป็นปมในใจตอนนั้นส่งผลต่อชีวิตอย่างไรคะ

ความรู้สึกด้อยกว่าคนอื่นนี้อยู่ในใจอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้บอกใคร จนกระทั่งวันหนึ่งตอนอยู่ ม.6 เกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงคือ วันหนึ่งขณะที่ผมนอนอยู่ชั้นสองของบ้านก็ได้ยินเสียงพี่สาวคนรองทะเลาะกับคุณแม่ต้องบอกก่อนว่า พี่สาวคนนี้เก่งมาก ทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี กลางวันเรียน กลางคืนทำงาน และส่งตัวเองเรียนมาตลอดจนถึงปวส. อีกสองปีเขาก็จะได้รับปริญญาตรีแล้ว

ผมได้ยินคุณแม่กับพี่สาวทะเลาะกันสักพัก แล้วพี่สาวก็ตะโกนเสียงดังมากว่า “ทำไมต้องเป็นหนูทุกทีที่ต้องเสียสละให้น้อง”คุณแม่ก็เหมือนพยายามอธิบายว่า “ให้น้องมันเรียนก่อน อย่างไรน้องก็เป็นน้อง”

สักพักหนึ่งผมก็ได้ยินเสียงคนวิ่งขึ้นบันไดมา แล้วก็กระชากประตูออก พี่สาวลงไปฟุบนอนตรงพื้นซึ่งเป็นที่นอนของเขาและร้องไห้ผมคิดในใจว่า นี่เรากำลังจะตัดอนาคตของพี่นะ จึงลุกขึ้นไปแตะตัวเขาในขณะที่ตัวเองก็ร้องไห้ เพราะอยากเรียนเหมือนกัน แต่บอกพี่ไปว่า “เจ้เรียนเถอะ จบ ม.6 แล้วจะหางานทำเอง เรื่องเรียนค่อยว่ากัน” พี่สาวก็ร้องไห้อยู่สักพักหนึ่งแล้วก็หันมาบอกว่า “เจ้ไม่เรียนแล้ว แต่แกต้องตั้งใจเรียนนะ”

นี่คือเหตุการณ์ที่เสียใจที่สุดในชีวิตและเกิดอีกความรู้สึกขึ้นในใจว่า “หรือเราไม่ควรจะมีชีวิตอยู่”

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

อาจารย์จัดการกับความคิดที่น่ากลัวอย่างนี้อย่างไรคะ

ตอนแรกเพียงแค่คิดว่า หรือเราไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ แต่พอเวลาผ่านไป ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตนในสายตาคนอื่น และทำให้ชีวิตคนรอบตัวเดือดร้อนวุ่นวาย ซึ่งไปกระตุ้นให้ความรู้สึกอยากตายขยายตัว จึงต้องหาทางออก และทางออกเดียวนั้นก็คือ ความตาย

วันหนึ่งผมจึงขึ้นไปบนดาดฟ้าของตึกสูงยี่สิบชั้น ด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความสุขเพราะหาทางออกได้ว่าจะไม่อยู่แล้ว ผมนั่งห้อยขาที่ขอบตึก ย้อนนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาว่ามีใครบ้างที่อยู่กับเราจนถึงวันนี้ แล้วก็ขอบคุณหรือขอโทษเขาในใจ แต่วินาทีที่คิดว่าจะโดดลงมาแน่ ๆ กลับมีภาพที่ชัดเจนมากปรากฏขึ้นมา นั่นคือภาพถุงกับข้าวของแม่และภาพของแม่ที่เชียร์ให้กินข้าวให้หมด กับอีกภาพคือ ภาพของพี่สาวที่ร้องไห้ในคืนนั้น

ผมเกิดคำถามในใจทันทีว่า ถ้าเราตายไปตอนนี้แม่และพี่สาวจะมีชีวิตที่สบายขึ้นจริงหรือ หลังงานศพเรา พวกเขาก็ต้องทำงานหนักเหมือนเดิม แล้วเราอยากให้พวกเขามีชีวิตเพียงแค่นั้นเองเหรอ คำตอบคือ ไม่ คำถามต่อไปคือ เราเปลี่ยนอนาคตของเขาให้ดีกว่าเดิมไม่ดีกว่าหรือ คิดได้เช่นนี้ผมจึงได้สติและไม่อยากตายแล้ว

ตอนนี้พอมองย้อนไปรู้สึกว่าตัวเองโง่นะทำไมเรื่องเล็ก ๆ แค่นี้หาทางออกไม่ได้เหรอแต่ถ้าคิดอีกมุมว่า ลองเป็นคนที่มีปัญหาดูสิปัญหาเล็ก ๆ ที่คนอื่นมอง มันคือปัญหาใหญ่ของเขานะ จึงบอกนิสิตที่สอนเสมอว่า อย่าดูถูกปัญหาของคนอื่น เพราะสถานการณ์เดียวกัน ปัญหาเดียวกัน สร้างความทุกข์ให้คนไม่เท่ากัน

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นใช่ไหมคะ

เหตุการณ์นั้นทำให้ผมมองปัญหาเปลี่ยนไป และรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อใคร ผมจึงกลับมาตั้งหน้าตั้งหน้าเรียนและเดินหน้าตามความชอบวิทยาศาสตร์และการทดลองจนสุดท้ายสอบเอนทรานซ์ได้คะแนนสูงสุดของประเทศในสาขาเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งต้องขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ช่วยติวด้วย เพราะผมไม่ได้เรียนพิเศษเลย

เมื่อสอบติด ถึงจะภูมิใจมาก แต่ก็กังวลใจเรื่องค่าเทอมอยู่ดี ตอนสอบสัมภาษณ์ก็เรียนอาจารย์ไปตามตรงว่า ถ้าผมไม่ได้รับทุนการศึกษา ผมคงไม่ได้เรียนหนังสืออาจารย์ก็บอกให้สบายใจว่า ที่นี่มีทุนการศึกษาหลายทุน พอเข้ามาเรียนผมก็ได้รับทุนคณะทุนมหาวิทยาลัย และสามารถกู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ซึ่งแบ่งเบาภาระที่บ้านได้ทั้งหมด แต่ที่รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากที่สุดคือการได้รับ “ทุนภูมิพล” ครับ

“ทุนภูมิพล” มีความสำคัญต่ออาจารย์อย่างไรคะ

“ทุนภูมิพล” เปลี่ยนแปลงชีวิตและจิตใจของผมไปโดยสิ้นเชิง ทุนนี้ในหลวงรัชกาลที่ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้นิสิตที่ยากจนแต่เรียนดีและมีความประพฤติดีทุนที่ได้รับมานี้แล้วแต่ว่าเราจะนำไปใช้ในเรื่องอะไร และไม่ต้องใช้ทุนคืนด้วย ตอนขึ้นปี 2 อาจารย์เสนอชื่อผม และคณะกรรมการพิจารณาให้ผมได้รับทุนนี้

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานไม่ใช่แค่เงินเท่านั้น แต่ยังพระราชทานเกียรติและขวัญกำลังใจให้ผมตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองและคุณค่าที่เรามีต่อสังคม ผมได้รับพระราชทานทุนจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีซึ่งเสด็จฯแทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร โดยหลังจากที่พระองค์พระราชทานปริญญาบัตรให้แก่นิสิตทั่วไปและนิสิตที่ได้รับเหรียญทองแล้ว คณบดีได้ประกาศชื่อของผมช้า ๆ เพื่อให้ขึ้นไปรับทุน ตอนนั้นรู้สึกมีเกียรติมาก ได้ยินเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั้งหอประชุม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นและเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต

ผมได้รับทุนภูมิพลตั้งแต่ปี 2 จนถึงเรียนจบปี 4 ทุกครั้งที่ท้อแท้จะคิดเสมอว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระเมตตาพระราช-ทานทุนให้เราเรียน เราไม่คิดที่จะตอบแทนพระองค์บ้างเลยหรือ แม้ทุนภูมิพลไม่ใช่ทุนที่เป็นเงินจำนวนมาก แต่ผมคิดว่าเป็นอุบายของพระองค์ที่ไม่ประสงค์ให้ปลาแก่ผู้ที่หิวโหยสิ่งสำคัญที่สุดของเด็กยากจนคือ ความรู้สึกภูมิใจและกำลังใจที่จะผลักดันตัวเองให้ได้ดีซึ่งยิ่งใหญ่ต่อผมมาก เพราะในที่สุดผมก็เรียนจบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง

หลังจากเรียนจบผมทำงานในโรงพยาบาลเอกชนอยู่สักพัก ต่อมามีโอกาสดีได้สอบชิงทุนรัฐบาล (ทุนการศึกษาขั้นสูงเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างเครือข่ายวิจัยระดับแนวหน้า สาขาชีวสารสนเทศศาสตร์) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านจีโนมิกส์ โปรติโอมิกส์ และชีวสารสนเทศศาสตร์ และระดับปริญญาเอกสาขาอณูทางการแพทย์ เอกประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตันกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยมีเงื่อนไขว่ากลับมาต้องเป็นอาจารย์ ผมตัดสินใจรับอย่างไม่ลังเล เพราะตรงกับใจที่อยากเป็นอาจารย์อยู่แล้ว

ทำไมถึงอยากเป็นอาจารย์คะ ทั้งที่น่าจะมีงานอื่น ๆ เสนอเข้ามา

ก่อนเรียนจบผมคิดว่า คนอย่างเรามาไกลได้ขนาดนี้ ไม่ได้มาเพราะตัวเอง แต่มาจากแรงส่งของหลายคน ตอนแรกลังเลในใจว่าอยากเป็นนักเทคนิคการแพทย์ เพราะรู้สึกว่าช่วยชีวิตคนไข้ได้ เวลาที่เราหาว่าเลือดของคนนี้มีอะไรผิดปกติบ้างแล้วส่งให้หมอหมออ่านผลก็จะหายาและทางรักษาคนไข้ได้ก็เหมือนเราได้ทำบุญอยู่ตลอด แต่การเป็นอาจารย์เราได้สร้างคนแบบเรามาอีกปีละร้อยคน ซึ่งมีผลต่อสังคมมากกว่าการที่เราทำงานนี้เพียงคนเดียว

คลิกเลข 3 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

การเป็นนักเรียนทุนไปเรียนต่างประเทศสวยหรูอย่างที่หลายคนคิดหรือไม่คะ

เทอมแรกที่ไปอยู่ต้องปรับตัวเยอะมากเพราะภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่องเลย เราคิดว่าภาษาเราดีมากนะ สอบโทเฟลก็ได้คะแนนสูงแต่ความมั่นใจทั้งหมดพังทลายตั้งแต่ตอนขึ้นเครื่องบิน เพราะแอร์โฮสเตสถามแล้วเราฟังไม่รู้เรื่อง เวลาไปเรียนก็ต้องใช้ทักษะการฟังสูงมาก และต้องนำเสนอรายงานทุกสัปดาห์แรก ๆ เข้าห้องเรียนก็ฟังไม่รู้เรื่องเลย เหนื่อยและท้อมาก แต่ไม่คิดถอยหลังกลับ ในใจมีแต่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ผมอาศัยการอ่านซึ่งช่วยได้เยอะมาก สักพักทักษะการฟังก็ดีขึ้น นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มากคือการไปทำงานพิเศษ

ถึงแม้ทุนที่รัฐบาลให้มาจะพอสำหรับค่ากินอยู่ แต่ไม่เหลือพอจะส่งให้ที่บ้าน ผมคิดว่าเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ต้องดูแลแม่และพี่สาวได้แล้ว จึงไปสมัครงานที่ร้านอาหารเป็นเด็กเสิร์ฟ เป็นบาร์เทนเดอร์ การทำงานทำให้ได้เจอและพูดคุยกับลูกค้าเยอะ ทำให้ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของเราดีขึ้นด้วย

ตลอด 7 ปีที่เรียน ผมไม่ได้กลับบ้านเลยสักครั้งเดียว เพราะคุณแม่กลัวจะเปลืองค่าตั๋วเครื่องบินที่มีราคาค่อนข้างแพง แต่ก็ใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารกัน ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ห่างไกลกันนัก

ตอนเรียนจบปริญญาเอก ในหน้ากิตติกรรมประกาศของดุษฎีนิพนธ์ของผมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9เป็นบุคคลแรกที่ผมเขียนถึง ลำดับต่อมาคือประชาชนชาวไทยผู้เสียภาษี เพราะทุกคนมีส่วนที่ทำให้ผมเรียนจบปริญญาเอก ผมรู้ว่าแต่ละปีทุกคนต้องเสียภาษีเยอะมาก แต่ก็ยอมจ่ายเงินตรงนี้ ผมจึงซาบซึ้งบุญคุณของทุกคน และอยากจะตอบแทนด้วยการทำงานอย่างเต็มที่

แม้หลังจากเรียนจบผมมีโอกาสได้ทำงานที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ซึ่งเขาเสนอเงินเดือนให้สูงมากขนาดที่สามารถใช้ทุนคืนได้ทั้งหมด แต่ผมไม่เคยคิดที่จะไม่กลับเมืองไทยมาใช้ทุน พอทำงานได้หนึ่งปีก็กลับมาเป็นอาจารย์ประจำที่ภาควิชาเคมีคลินิกสาขาเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสานต่อความตั้งใจที่อยากทำประโยชน์เพื่อคนอื่นและตอบแทนสังคม

ทราบว่าอาจารย์ยึดแบบอย่างการทำงานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย

ผมยึดถือในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นแบบอย่างในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ครั้งหนึ่งขณะเรียนอยู่อเมริกาผมมีโอกาสเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯอย่างใกล้ชิด พระองค์ทรงเล่าให้ฟังว่าได้สไกป์กับในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะประทับที่โรงพยาบาลศิริราช พระองค์ทอดพระเนตรเห็นในจอคอมพิวเตอร์ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานขณะที่ทรงพระประชวร โดยทรงนำแผนที่มากางบนที่พระบรรทมเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ นับเป็นความทุ่มเทและเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่ตราตรึงอยู่ในใจผมเสมอ

ถึงแม้ผมไม่เคยมีโอกาสได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์จริงสักครั้ง แต่พระองค์จะยังสถิตอยู่ในใจผมเสมอ การทำงานเป็นอาจารย์ถือเป็นการทำงานถวายพระองค์และตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างดีที่สุด สิ่งที่ผมทำคือการทุ่มเทกายใจสร้างคนดีคนเก่งสู่สังคม เพื่อต่อไปพวกเขาเหล่านี้จะสามารถช่วยประเทศชาติให้ก้าวหน้าได้

การที่เคยมีประสบการณ์การเป็นเด็กที่มีปมในใจซึ่งส่งผลต่อชีวิตอย่างมาก เมื่อมาเป็นอาจารย์แล้วมีส่วนช่วยเหลือเด็กในเรื่องนี้บ้างไหมคะ

นอกจากเรื่องการสอนทางวิชาการที่ผมทุ่มเทเต็มที่แล้ว เรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากคือจิตใจของเด็ก เพราะตัวเองเคยมีปัญหามาก่อน ตอนกลับมาที่ภาควิชาเปิดวิชาเลือกเสรีที่เด็กทุกคณะมาลงเรียนได้ ผมจึงเลือกสอนวิชาด้านสุขภาพจิต ทั้งที่ตัวเองไม่ใช่นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ แต่สิ่งที่ถ่ายทอดในห้องเรียนคือประสบการณ์ชีวิต พอสอนไปก็รู้สึกได้ว่าเด็ก ๆ ชอบ เพราะเวลาที่สอนจบแต่ละเทอม เด็กต่างคณะจะเดินเข้ามาหามาคุย มาปรึกษา หรือเข้ามาขอบคุณ

อุบายการสอนอย่างหนึ่งของผมคืออยากให้เด็กที่มาเรียนเป็นตัวแทนในการไปดูแลเพื่อนรอบตัวของเขา เพราะในแต่ละปีจะมีเด็กที่คิดอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งผมอยากลดให้เป็นศูนย์ให้ได้ ตอนนี้ทำมาได้ 3 ปีแล้วและยังคงมุ่งมั่นทำต่อไป

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเป็นห่วงมากคือ เด็กยากจนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตอนนี้ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารคณะ สิ่งที่พยายามผลักดันคือ การดูแลเด็กกลุ่มนี้โดยเรื่องเงินต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนผมอยากให้เด็กทุกคนได้เรียนอย่างเต็มที่และนึกถึงเวลาที่ผมเป็นนิสิตก็ได้รับความเมตตาจากอาจารย์เช่นกัน วันนี้เมื่อเป็นอาจารย์ก็จะช่วยเหลือนิสิตเต็มที่

ผมบอกเด็กทุกคนเสมอว่า ถ้าใครมีปัญหาเรื่องเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายอะไรให้มาบอก มาปรึกษา จะพยายามหาทุนให้หรือบางครั้งในช่วงรอรับทุน เด็กบางคนต้องใช้เงิน ไม่มีเงินกินข้าว หรือบางคนบ้านเริ่มมีปัญหา หาค่าเทอมไม่ทัน ขอทุนไม่ได้เพราะไม่มีประวัติเดือดร้อนมาก่อน ผมก็ออกเงินของผมไปให้ก่อนเลย และคิดเสมอว่าถ้าเงินออกจากกระเป๋าไปแล้ว มันจะไม่กลับมา (หัวเราะ) เมื่อคิดว่าให้ก็คือให้จริง ๆแต่ถ้าเด็กคนนั้นเป็นเด็กดี เขาจะรู้ว่าอะไรควรไม่ควร เขาก็จะเอามาคืนเราเอง และเชื่อไหมว่า เด็กทุกคนเอาเงินมาคืนจริง ๆ (ยิ้ม)

นอกจากนี้ผมยังจัดตั้งทุน “เพชรชมพู MT พี่ช่วยน้อง” เพื่อช่วยเหลือนิสิตทุกคนโดยได้รับการสนับสนุนจากศิษย์เก่าสาขาเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯจำนวนมาก ที่จัดตั้งทุนนี้เพราะรู้ว่านอกจากค่าเทอมแล้ว เด็ก ๆ มีค่าใช้จ่ายเยอะ อย่างค่าถ่ายเอกสาร หลายวิชารวมกันก็เยอะแล้วหรือค่ากิจกรรมต่าง ๆ ถ้าเขาไม่มีสามารถเข้ามาคุยกันได้เลยทันที

พอเป็นที่ปรึกษาให้เด็ก ๆ ได้ เขาก็จะเรียกผมว่า “พี่ฤทธิ์” บางท่านอาจคิดว่าไม่เหมาะสมที่เด็กจะมาเรียกอาจารย์ว่า “พี่” แต่ผมภูมิใจ เพราะเมื่อเขาเรียกว่าพี่ แสดงว่าเขาสนิทใจ กล้าคุย กล้าปรึกษาเรา แม้บางเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว ปัญหาทางบ้านเขาก็กล้ามาคุย ซึ่งผมรู้สึกว่าดีนะ อย่างน้อยเราก็ได้ช่วยเขา และจะทำอย่างนี้ต่อไป (ยิ้ม)

มาถึงวันนี้ได้ตอบแทนบุญคุณคนสำคัญอย่างคุณแม่ พี่สาว และคุณครูพิมพรอย่างไรบ้างคะ

ตอนนี้คุณแม่มีความสุข ได้อยู่อย่างสบายเป็นคุณนายแล้ว (หัวเราะ) ท่านเดินสายทำบุญ เดินทางไปต่างจังหวัด ได้พักผ่อนได้ทำสิ่งที่ชอบ ส่วนพี่สาวก็ได้เรียนต่อจนจบปริญญาโท ซึ่งผมก็มีส่วนช่วยพี่อยู่บ้างตอนนี้พี่ก็ไปทำงานเมืองนอกแล้วส่งเงินกลับมา เรามีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว และอยู่กันอย่างมีความสุข ผมได้ทำหน้าที่ลูกและน้องอย่างดีที่สุด

แต่ที่เสียใจที่สุดคือ ผมยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนคุณครูพิมพร หลังจากเรียนจบประถม ผมก็ขาดการติดต่อท่านไปเลยจนกระทั่งใกล้จบปริญญาเอก ผมนั่งทบทวนว่ากว่าชีวิตมาถึงตรงนี้ได้มีคนสนับสนุนผมมากมาย หนึ่งในนั้นคือครูพิมพร ผมจึงพยายามหาเบอร์โทรศัพท์ติดต่อท่าน โดยได้น้อง ๆ ที่อยู่เมืองไทยช่วยเหลือ ในที่สุดก็ได้เบอร์จากน้องสาวของครู พอโทร.ไปครูก็จำได้วันนั้นจึงถือโอกาสขอบพระคุณครู และบอกว่ากลับไปผมจะนำชุดครุยไปถ่ายรูปกับครู

แต่พอกลับมา ผมทำงานหนักมากและผัดวันที่จะไปหาครูไปเรื่อย หนึ่งปีก็ยังไม่ได้ไป จนวันหนึ่งเพื่อนโทร.มาบอกว่า“ครูพิมพรจากเราไปแล้วนะ” ผมช็อกมากไม่อยากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง บทเรียนสำคัญที่ได้จากเรื่องนี้คือ อย่าพูดว่าไม่มีเวลา อยากทำอะไรเพื่อคนที่เรารักให้รีบทำทันที เพราะถ้ารอจนกว่าเราจะมีเวลา เวลาของคนที่เรารักอาจหมดแล้วก็ได้

จากเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา อาจารย์คิดว่าวิธีรับมือกับความทุกข์ที่ง่ายที่สุดคืออะไร

วิธีรับมือที่ง่ายที่สุดสำหรับผมคือยอมรับความทุกข์นั้น ถ้ายอมรับว่าความทุกข์คือเรื่องธรรมดา หาเหตุแห่งทุกข์ให้เจอแก้ปัญหาให้ตรงจุด ในที่สุดความทุกข์นั้นจะได้รับการแก้ไขและผ่านไป ปกติที่เราทุกข์หนัก เพราะเราไปขยายความทุกข์นั้นให้ใหญ่กว่าความเป็นจริง ลองคิดดูว่า เวลาที่คนอื่นทุกข์แล้วมาปรึกษาเรา เรายังแนะนำวิธีแก้ไขให้เขาได้ เพราะเรามองเห็นมันตามความเป็นจริง ดังนั้นเวลาที่เจอทุกข์ ผมจะถอยออกมาหนึ่งก้าว และมองว่ามันเป็นปัญหาของคนอื่น แล้วจะเห็นทางแก้ไขครับ

คลิกเลข 4 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

วันนี้อาจารย์ได้ทำงานตอบแทนสังคมในวงกว้างอย่างที่ตั้งใจหรือยังคะ

ตอนนี้งานหนึ่งที่ผมกำลังทำอยู่คืองานศึกษาวิจัยภาวะออทิซึม เพราะทุกวันนี้มีเด็กที่อยู่ในภาวะนี้ค่อนข้างมาก และแต่ละคนก็จะมีความผิดปกติที่แตกต่างกันไปในสหรัฐอเมริกามีสถิติว่าจะมีเด็กที่มีภาวะออทิซึม 1 คนต่อเด็ก 68 คน ในประเทศไทยยังไม่มีใครศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังไม่มีการวินิจฉัยโรคในทางแล็บ เด็กกลุ่มนี้เหมือนกับถูกมองข้ามเมื่อเทียบกับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านอื่น ๆ

ผมจึงตั้งโครงการวิจัยวิจัยค้นหาสารที่ผิดปกติในเด็กที่มีภาวะออทิซึม เพื่อจะได้รู้ว่าสารใดในร่างกายที่ทำให้เกิดภาวะนี้ เพื่อในอนาคตอาจสามารถนำสารนั้นมาวินิจฉัยหรือใช้เป็นสารเป้าหมายสำหรับการใช้ยารักษาเพื่อให้สารนี้เป็นปกติ รวมทั้งออกแบบยาให้เข้ากับเด็กแต่ละคนได้ หากสำเร็จก็จะช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้มาก นอกจากนี้เมื่อมีโอกาสผมก็จะทำงานจิตอาสาเสมอ ตอนนี้ก็เป็นอาสาสมัครที่มูลนิธิ The Rainbow Room ซึ่งดูแลเด็กพิเศษด้วยครับ

คิดว่าความสำเร็จในวันนี้เกิดขึ้นจากอะไรคะ

จุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้ผมเดินมาถึงจุดนี้ได้คือ ความตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเอง นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก หลายคนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต คิดว่าหาทางออกไม่ได้ เพราะลืมไปว่าตัวเองมีความสำคัญอย่างน้อยที่สุดก็ในใจของคนที่รักเรา เรามีคุณค่า มีความสำคัญเสมอ นอกจากนี้เรายังสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้ แต่เราต้องสร้างขึ้นมาเอง เพราะคุณค่าที่เราสร้างขึ้นนี้จะมีต่อเมื่อเราได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

อีกส่วนสำคัญที่ทำให้มีวันนี้ได้คือ คนรอบตัวที่คอยสนับสนุนผมเสมอ ผมพูดได้เต็มปากว่า หากปราศจากความรักและความเสียสละของคนรอบตัวแล้ว ผมคงไม่สามารถเดินมาไกลได้ถึงขนาดนี้

ดังนั้นผมอยากบอกทุกคนเหลือเกินว่าหากวันใดที่คุณรู้สึกท้อแท้ จงมองให้เห็นความรักและความเสียสละของคนรอบตัวคุณแม้คุณจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า แต่คุณมีค่าในใจพวกเขาเสมอ และจงมีชีวิตอยู่เพื่อพวกเขาครับ


Secret BOX

ความทุกข์ของเรามักใหญ่กว่าปัญหา หากถอยมาหนึ่งก้าว

เราจะเห็นความเป็นจริงและหาทางออกให้ทุกข์นั้นได้

ดร.เทวฤทธิ์ สะระชนะ


เรื่อง เชิญพร คงมา ภาพ วรวุฒิ วิชาธร สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์

Posted in MIND
BACK
TO TOP
cheewajitmedia
Writer
ชีวจิตแนวความคิดเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม "ชีว"ที่หมายถึง"กาย"รวมเข้ากับ"จิต"ที่หมายถึง"ใจ"

© COPYRIGHT 2026 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.