ไม่เคยยอมแพ้

เพราะหัวใจ … ไม่เคยยอมแพ้ จากลูกชาวนาสู่นักเรียนทุนออสเตรเลีย

ดิฉันชื่อกําไรทอง เจน หอกกิ่ง เกิดในครอบครัวชาวนาที่ยากจน มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันถึงเก้าคน ชีวิตสมัยเด็กลําบากมาก เวลาหิวก็ต้องให้น้องกินก่อน เวลาหนาวเราก็ไม่มีผ้าห่ม ป่วยไม่มีเงินไปรักษา แต่ดิฉัน ไม่เคยยอมแพ้ เพราะมีความศรัทธาในพระพุทธเจ้า

ทุกครั้งที่ลําบากกายหรือใจจะอธิษฐานให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองเป็นกําลังใจให้ตัวเองอยู่ต่อ ดิฉันคิดว่าชีวิตเป็นสิ่งสวยงามที่สุด การดํารงชีวิตอย่างมีสติ ไม่กลัวหรือตื่นตระหนกเมื่อเผชิญกับปัญหาใดๆ และการใช้ชีวิตอย่างสมถะ เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้ดิฉันพบความสําเร็จที่แท้จริงและอยู่อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้

สมัยเป็นเด็ก ดิฉันจะนั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน และจะเข้านอนก่อนใคร เพื่อตื่นมาอ่านหนังสือในเวลาที่สงบ จุดมุ่งหมายตอนนั้นเพียงแค่อยากมีความรู้เพื่อจะได้สอนคนอื่นได้และทําชีวิตให้ดีขึ้น

พ่อบอกให้ดิฉันเลิกเรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นประถมศึกษา ดิฉันหัวใจสลาย เพราะเชื่อเหลือเกินว่าการศึกษาจะนํามาซึ่งความสําเร็จในหลายๆ ด้าน พ่อให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “เป็นผู้หญิงจะเรียนไปทําไม” ตอนนั้นสวดมนต์ภาวนาทุกคืนขอให้คนมีความเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ ให้เราฟังความคิดเห็นและมุมมองที่ต่างมีความสําคัญเหมือนกัน คําว่า “พหูสูต” ที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ มีความหมายลึกซึ้งและเป็นสัจธรรม “ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา” นี่คือสิ่งที่ดิฉันถือปฏิบัติมาจนทุกวันนี้ และการรู้จักเลือกสรรแต่สิ่งที่ดีที่เหมาะสมต่อตัวเรา คนเราเลือกที่จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ให้เกินความสามารถ จะได้ไม่พบทุกข์ซึ่งเกิดจากความทะเยอทะยาน เวลามีอารมณ์ที่เป็นทุกข์ จงอย่าไปโทษคนอื่นหรือสิ่งรอบข้าง ตัวเราเองต่างหากที่ยอมให้ความทุกข์นั้นเกิด

คําภาวนา กอปรกับความเมตตาและการเสียสละของพี่ชาย ทําให้ดิฉันได้เรียนต่อ แต่ก็ต้องต่อสู้กับความลําบาก ไม่มีเงินซื้ออาหารเที่ยง บางวันแทบไม่มีเงินค่ารถ บางวันมีค่ารถเที่ยวเดียว จึงต้องรับจ้างทําการบ้านบ้าง ยืมเพื่อนบ้าง ตามแม่เข้าไปเก็บผักตามป่าตามเขาเอามาขายในหมู่บ้าน ดิฉันมุมานะจนได้ทุนเรียนดีแต่ยากจนจากพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และได้รับพระราชทานทุนจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตอนอยู่ชั้นมัธยมปลาย

ต่อมาสอบเอนทรานซ์เข้าคณะเกษตรศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ที่บ้านเกิด ทางมหาวิทยาลัยให้ทุนทุกอย่าง ทั้งค่าเล่าเรียน หอพัก และอาหาร แต่ถ้าเกรดตกเมื่อไร ทุนก็กลายเป็นทุนยืมทันที ด้วยเกรงว่าตัวเองจะไม่มีความสามารถรักษาระดับการเรียนไว้ได้ เผอิญมีทุน AusAID’s จากสถานทูตออสเตรเลียเปิดสอบที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดิฉันจึงลองไปสอบ และได้รับคัดเลือก

ทุกอย่างตอนนั้นเหมือนฝัน ในใจเชื่อเทวดาฟ้าดินมีจริง จึงช่วยนําทางและเปิดโอกาสให้ดิฉันมาโดยตลอด จากเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นคอมพิวเตอร์ เริ่มเกิดมีคําถามร้อยแปด เมื่อไปถึงจะพบกับใคร จะอยู่อย่างไร ดิฉันมีเงินเพียงสองสามพันบาท นอกเหนือจากพ็อกเก็ตมันนี่ที่ทางสถานทูตเตรียมให้

 

ไม่เคยยอมแพ้

 

เมื่อถึงสนามบินบริสเบน มีเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์มารับไปพักที่อินเตอร์เนชั่นแนลเฮ้าส์ที่วิทยาเขต St. Lucia เรียนอยู่ที่นั่นสองปี ดิฉันลงทะเบียนเรียนวิชาหนักๆ โดยวางแผนให้จบภายในสามปี แต่เพราะไม่รู้จักประมาณตน แถมยังมีแฟนเรียนปริญญาเอกเป็นนักศึกษามาจากเบลเยียมหนึ่งคน และแฟนที่เรียนปีเดียวกันจากมัลดีฟส์อีกคน ต่างชาติต่างศาสนา ทั้งอิสลามและคริสเตียน ความสับสนของชีวิตก็เกิดขึ้น เมื่อ ขาดการปฏิบัติ สมาธิ สติก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สุดท้ายเกิดปัญหาทั้งทางด้านจิตใจและสมอง จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่บริสเบน

คุณหมอตรวจพบว่าดิฉันป่วยเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) เนื่องจากร่างกายขาดลิเทียม ซึ่งสําคัญต่อระบบประสาท คุณหมอที่ออสเตรเลียบอกว่าดิฉันต้องกินลิเทียมตลอดชีวิต ดิฉันได้ศึกษาผลข้างเคียงของยาชนิดนี้พบว่า หากกินเป็นเวลาติดต่อกันนานๆ ไตจะล้มเหลว ต่อมไทรอยด์จะได้รับสารพิษ นอกจากนี้ก็จะต้องอยู่กับการมีอาการหลงๆ ลืมๆ อีกด้วย

ดิฉันเลยตัดสินใจกลับมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่เมืองไทย สวดมนต์ภาวนาขอแรงกุศลช่วย กลับมาทานอาหารเจ ผักสดกับนําพริกงา ดิฉันจัดการตัวเองยังกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คือ ไม่ยอมให้สมองรกด้วยปัญหา ขจัดความกังวลทุกอย่างลงถังขยะ สมองเมื่อไม่มีความเครียดก็ทํางานได้ดี ตั้งตัวตั้งสติใหม่ ไม่รอการติดต่อจากเจ้าของทุน และไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยรามคําแหง ลงเรียนคอร์สที่ถนัด สองปีครึ่งจบปริญญาตรีคณะมนุษยศาสตร์ จากนั้นได้ทํางานเป็นเลขาฯให้บริษัทต่างชาติ เก็บเงินกลับไปเรียนต่อปริญญาโทศึกษาศาสตร์ในปี ค.ศ. 2001 วิชาเอกคือ Teaching English as a Second Language ที่ University of Southern Queensland ประเทศออสเตรเลีย ดิฉันอยากพิสูจน์ให้ตัวเองรู้ว่าความเจ็บป่วยไม่ใช่ปัญหา สองปีถัดมาก็เรียนจบ ทํางานเป็นครูสอนเด็กเล็กอยู่ที่ออสเตรเลียหนึ่งปีก็กลับมาสอนที่เมืองไทยที่โรงเรียนสารสาสน์

ตอนนี้ดิฉันแต่งงานมีลูกสาวหนึ่งคน เปิดติววิชาอยู่บ้านที่ประเทศบรูไนดารุสซาลาม มีความสุขกับงาน ช่วยเหลือเด็กๆ ให้เรียนดีขึ้น ด้วยความที่ ไม่เคยยอมแพ้ และไม่นั่งรอวาสนา แม้จะเชื่อเรื่องเทวดานางฟ้า แต่ก็ยึดหลักเหตุผลและเดินทางสายกลาง สุดท้ายก็ประสบความสําเร็จได้ ความสําเร็จอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ แต่ก็มีความสุข เพราะได้ทําให้ความฝันเป็นจริง

สิ่งที่ได้เห็นแจ้งคือ เราทุกคนคือนักผจญภัย โชคดีที่ระหว่างเดินทางมีโค้ชชีวิตที่ดีอย่างพระพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สามนิยามนี้เป็นต้นแบบบุคคลที่ประเสริฐแล้ว และเราทุกคนสามารถเดินตามได้ แต่แม้ว่าจะได้พบความสําเร็จแล้ว การเดินทางก็ยังไม่จบสิ้นเพียงแค่นี้ ต้องคอยเตือนใจว่าไม่มีสิ่งใดทั้งรูปธรรมและนามธรรมที่เราจะเอาไปด้วยได้ แม้แต่ความรักก็เอาไปด้วยไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างสิ่งที่ดีและเหลือไว้ให้คนข้างหลังได้ เราไม่ควรจะหลงว่าเราเก่งหรือดี ไม่ควรโลภแม้กระทั่งกับการทําบุญ ไม่ควรโกรธต่อความผิดพลาดของคนอื่นหรือตัวเอง เพราะไม่มีใครที่ไม่เคยพลาด จงอยู่อย่างรู้จักให้อภัย

ขณะนี้ขอภาวนาให้รู้ถึงการดับ ให้ตายอย่างมีสติ ถ้ามองให้ถึงที่สุดทุกคนมีจุดเริ่มต้นของชีวิตเหมือนกันและเส้นชัยก็เส้นเดียวกัน จงดําเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง กตัญญูต่อผู้มีคุณ และขอให้เมื่อพูดคําว่า “ไม่เป็นไร” ที่พูดกันจนติดปากในสังคมไทยแล้ว จงตามด้วยการอโหสิ ปล่อยวาง และให้กําลังใจ

เมื่อจิตเป็นสุข ทําอะไรก็จะสําเร็จ

 

ที่มา  นิตยสาร Secret

เรื่อง  กำไรทอง เจน หอกกิ่ง

Secret Magazine (Thailand)

IG @Secretmagazine


บทความน่าสนใจ

True story : ฉันรอดจากโรคร้าย เพราะใจไม่ยอมแพ้

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.