“ผมทำบางสิ่งหาย แต่ได้บางสิ่งมา” โดโด้ – ยุทธพิชัย ชาญเลขา (จบ)

เชื่อว่าภาพหนึ่งที่ผู้คนเคยเห็นผม (โดโด้ – ยุทธพิชัย ชาญเลขา) ก่อนหน้านี้คงเป็นภาพผู้ชายใจร้อน ขี้โมโห  เอะอะโวยวาย พร้อมที่จะระเบิดอารมณ์อยู่ตลอดเวลา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ถึงกับใจร้อนอะไรมากนัก ออกจะเป็นคนอดทนด้วยซ้ำไปแต่นิสัยเสียอย่างหนึ่งที่เป็นข้อบกพร่องของผมคือผมเหมือนลูกโป่งที่มีคนเติมลมเข้าไปตลอดเวลา และลมที่เป่าเข้าไปก็คือเรื่องลบๆ ที่มากระทบจิตใจ เช่นการทำผิดข้อตกลง หรือมีคนมาหาเรื่อง ผมจะยิ้มให้ ปากก็บอกว่าไม่เป็นไรครับ แต่ในใจกลับเก็บกักอารมณ์ด้านลบนี้ไว้ จนวันหนึ่งเมื่อมีคนมาเป่าลมเพิ่มเข้าไปอีกนิดเดียวเท่านั้น ลูกโป่งลูกนี้ก็แตกดังปั้ง! จนทำให้คนที่เป่าลมเข้ามานิดเดียวตกใจ

เรื่องนี้มีคนเคยเตือนผมเหมือนกันว่า คนอื่นไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่รู้เรื่องการสะสมอารมณ์ ไม่รู้ปัญหาก่อนหน้านี้ ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ คุณจะกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่นๆ ได้ นี่เป็นนิสัยไม่ดีของผม ที่ทุกวันนี้ใช้ธรรมะในการแก้ไขได้แล้ว จนคนรอบข้างเห็นความเปลี่ยนแปลงและแสดงความยินดีกับผมด้วย ผมใช้หลักที่พระพุทธเจ้าทรงสอนในการแก้ไขปัญหาว่า หนึ่ง ปัญหาบางอย่างต้องแก้เดี๋ยวนั้นทันที สอง ปัญหาบางอย่างต้องปล่อยไว้ก่อนทิ้งไว้สักพักหนึ่งแล้วกลับไปแก้ไข สาม ปัญหาบางอย่างปล่อยไว้เฉยๆไม่ต้องแก้ เพราะยิ่งแก้จะยิ่งวุ่นวาย ปล่อยไว้เฉยๆ แล้วมันจะแก้ด้วยตัวของมันเอง และ สี่ ปัญหาบางอย่างเราไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเองต้องให้คนอื่นที่มีความสามารถช่วยแก้ ทั้งหมดนี้เราต้องเลือกว่าปัญหาไหนควรแก้ด้วยวิธีไหน

ส่วนเรื่องความเจ้าชู้ ผมยอมรับว่าตัวเองเจ้าชู้ แต่คงไม่ถึงขั้นคำว่า“เพลย์บอย” หรือ “คาสโนวา” เพราะคนที่จะใช้คำนี้ได้คงต้องครบเครื่องครบสูตรมากกว่าที่ผมเป็นเยอะ แต่ความเจ้าชู้ของผมได้ลดน้อยลงไปมากเมื่อแต่งงานมีครอบครัว และได้พยายามเลิกนิสัยนี้ให้ได้โดยมีครอบครัวเป็นกำลังใจ ที่สำคัญคือ ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้หญิงมาระรานอดีตภรรยาทั้งที่บ้านและทางโทรศัพท์ ส่วนตัวผมเองก็ไม่เคยนำเงินไปทุ่มเทให้กับผู้หญิงคนอื่น ไม่เคยมีเมียน้อย และไม่เคยเลี้ยงเด็กมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ความเจ้าชู้ของผมก็ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่นำผลเสียมาสู่ชีวิตอย่างมากมายมหาศาล จนน่าจะเรียกได้ว่าเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ชายอีกหลายคนได้เป็นอย่างดี

ทุกวันนี้ผมไม่คร่ำครวญอาลัยหาอดีตอันแสนสุขของตัวเองอีกต่อไป แต่ผมมักบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุมีปัจจัย ผมได้ทำอะไรไว้ สิ่งเหล่านั้นก็เป็นผลของการกระทำของตัวผมเองทั้งสิ้น แต่ในวันนี้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ผลักดันให้ผมเห็นตัวเองชัดขึ้น และนำผมเข้าสู่เส้นทางที่สงบยิ่งกว่าคือเส้นทางขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

ค้นหาความสงบที่แท้ของชีวิต

ในช่วงทองของชีวิตผมมีแต่ความสุขสมหวังหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ทำให้ไม่เคยสะดุ้งสะเทือนกับ “ความทุกข์” ใดๆ เลย มันเป็นธรรมชาติของคนเรา คือถ้าไม่เจอทุกข์ก็จะไม่เห็นธรรม แต่หลายคนที่เจอทุกข์แล้วยังไม่เห็นธรรมก็มีนะครับ ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยที่นำส่งว่าพอเหมาะพอดีกันหรือเปล่า

อย่างที่เล่าว่าผมสนใจเรื่องธรรมะและการปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เมื่อมีโอกาสได้บวช ผมก็มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะบวชเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติภาวนาอย่างจริงจัง ผมเลือกไปจำพรรษาที่วัดป่าเป็นเวลา 38 วัน ตลอดระยะเวลาแห่งการบวชนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความสงบสุขที่สุดในชีวิตของผมก็ว่าได้ ผมมีโอกาสได้ไปธุดงค์กับพระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงที่ทุ่งใหญ่นเรศวรและที่จังหวัดอุบล รวมทั้งปฏิบัติวิปัสสนาอยู่ในถ้ำที่อยู่ภายในเขตวัด

แต่หลังจากสึกออกมา ผมพบเจอกับเรื่องราววุ่นวายมากมาย หลังจากนั้นก็เป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งตามมา ผมจึงตัดสินใจพาตัวเองกลับมาสู่ชีวิตแห่งการเรียนรู้ธรรมะในวัดอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าอยากค้นหาความสงบให้ตัวเอง

อันที่จริงผมอยากบอกว่า ไม่ใช่อยู่เฉยๆ เราก็จะเข้าไปอยู่วัดเพื่อหนีเรื่องแย่ๆ หรือหลบหน้าหลบตาสังคม ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้นแน่ๆ ครับ อย่างที่ผมบอก มันต้องมีเหตุมีปัจจัยมากและหนักพอที่จะทำให้เราเกิดความรู้สึกอยากหาทางพ้นทุกข์ บัดนี้เหตุปัจจัยต่างๆ มาถึงจุดสมควรแล้ว ทำให้ผมเกิดความเบื่อหน่ายในโลกภายนอกจริงๆมองเห็นว่าทุกอย่างไม่แน่นอน ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราต้องการเลยหรือถ้ามี เป็นอยู่ได้ไม่นานก็เปลี่ยนอีก พยายามควบคุมทุกอย่างก็บังคับไว้ไม่ได้ ทั้งตัวคน สิ่งของ และความรู้สึกล้วนแล้วแต่ไม่มีอะไรที่เราจะควบคุมได้เลย ผมรู้สึกเหนื่อยล้ากับการพยายามทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ รู้สึกเบื่อหน่าย และอยากวางภาระที่แบกอยู่ลง ระยะหลังผมจึงปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามที่มันควรจะเป็น ไม่ฝืน ไม่ยึดไว้กับเราอีกแล้ว

เมื่อคิดได้อย่างนี้ เชื่อไหมครับว่าผมรู้สึกเบาสบาย เป็นสุขขึ้นมาในทันที แล้วภาพของวัดก็ผุดขึ้นมาในหัว ผมจึงบอกกับตัวเองว่าถึงเวลากลับวัดแล้ว

 

ชีวิตในวัด

ผมเข้าไปอยู่วัดป่าสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี ทำหน้าที่ช่วยเหลือกิจการงานในวัด รวมทั้งช่วยทำหน้าที่ขับรถพาพระอาจารย์ไปทำกิจธุระยังสถานที่ต่างๆ ช่วงเวลานี้เองที่ผมมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์อย่างลึกซึ้งมากขึ้น  ทำให้เกิดปัญญาในหลายๆ เรื่อง มองเห็นความเป็นธรรมดาของชีวิตมากขึ้น

นอกจากนั้น ผมก็ได้รู้ได้เห็นว่าพระอาจารย์มีแต่คิดจะช่วยเหลือผู้อื่น ท่านทำโครงการต่างๆ มากมาย เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิให้มีอาชีพ โครงการปลูกสมุนไพร โครงการที่ช่วยให้เด็กได้เรียนหนังสือหลายร้อยคนต่อปี รวมถึงอีกหลายๆ โครงการที่ผมเคยมีโอกาสได้เข้าไปช่วยเหลือบ้าง

คำสอนของท่านเรียบง่าย ที่ผมจำได้ขึ้นใจคือ คำสอนของท่านที่ว่า “มนุษย์เรานี่มีแต่ขี้นะ ขี้งก ขี้เกียจ ขี้กลัว ขี้โกรธ ขี้โมโหขี้น้อยใจ ขี้อิจฉา อะไรๆ นี้ก็ขี้นะ ต้องสร้างสุขาไว้ในจิตใจ ชำระล้างเอาขี้เหล่านี้ออกไป จิตใจจะได้สะอาด” รวมทั้งคำพูดของท่านที่ว่า“หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ หายใจเข้า…สบาย หายใจออก…สบาย ทำใจสบาย…สบาย แล้วยิ้มน้อยๆ ในใจ”

นอกจากไปอยู่วัดป่าสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรีแล้วหลักๆ ผมก็ไปอยู่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ไปเป็น “ผ้าขาว”หรือ “ปะขาว” คือ ผู้ที่นุ่งขาวห่มขาวอยู่ปฏิบัติธรรมในวัด ในวัดมีพระสงฆ์ 60 รูป มีผ้าขาวแค่สองคนที่มีหน้าที่ดูแลทุกอย่างในวัดทั้งหมด คือผ้าขาวโดโด้และผ้าขาวสัจจา ผมต้องตื่นตั้งแต่ 2.45 น.เพื่อสวดมนต์ไหว้พระ หลังจากนั้นกวาดใบไม้บนถนนในวัด ต่อด้วยรับบาตรที่พระท่านบิณฑบาตกลับมา โดยการนำของออกจากบาตรใส่กะละมังแล้วยกไปในครัว หลังจากนั้นจึงประเคนอาหารให้พระแล้วทานอาหารพร้อมท่าน ต่อด้วยล้างกระโถน เช็ดให้แห้ง และช่วยเก็บกวาดภาชนะทั้งหลาย

จากนั้นก็นำรถเข็นไปเก็บขยะทั้งวัด แล้วนำไปเผาริมกำแพงหน้าวัด เสร็จแล้วจึงไปพักอาบน้ำทำธุระส่วนตัว บ่ายโมงเข้าธรรมศาลานั่งสมาธิ จนบ่ายสามช่วยกันทำความสะอาดวัด บ่ายสี่ได้พักดื่มน้ำปานะและอาบน้ำเตรียมตัวทำวัตรเย็นตั้งแต่หกโมงไปจนถึงสามทุ่ม แล้วก็เข้านอน ผมทำอย่างนี้ทุกวันไม่ได้เว้น ร่างกายเหนื่อยหนักกว่าตอนบวชเป็นพระอีกครับ แต่กลับมีความสุขใจมาก

ทุกวันนี้ผมออกมาใช้ชีวิตตามปรกติ เพื่อจัดการกับชีวิตทางโลกและไม่ลืมที่จะนำสิ่งที่ผมได้เรียนรู้และปฏิบัติในทางธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต ผมรับบรรยายธรรมะตามสถานที่ต่างๆ ทั้งวัด โรงเรียนโรงพยาบาลไปจนถึงทัณฑสถาน แม้ว่าในครั้งแรกๆ ที่ผมไปบรรยายธรรมะจะมีคนกังขาว่า “คนแบบนี้บรรยายธรรมได้ด้วยหรือ” แต่เมื่อเขาได้ฟังสิ่งที่ผมพูด เขาจะเข้าใจในตัวผมมากขึ้น

ปัจจุบันผมกลับมารับงานละคร เพราะอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ผมถนัดโดยได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่ช่อง 3 คือ คุณประวิทย์ มาลีนนท์และ คุณสมรักษ์ ณรงค์วิชัย ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการ รวมทั้งผู้จัดละคร คุณคิง – สมจริง ศรีสุภาพ ด้วย ที่สำคัญ ตอนนี้ผมเรียนจบปริญญาโทแล้ว จึงพยายามใช้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการกีฬาในทางที่เป็นประโยชน์ต่อไป

ที่สุดผมต้องขอบคุณความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามา เพราะนั่นคือเหตุและปัจจัยที่นำส่งให้ผมได้มีโอกาสปฏิบัติฝึกฝนจนได้เห็นและสัมผัสกับความสงบสุขที่แท้จริงของชีวิต จนพูดได้ว่า

“ถ้าไม่ทุกข์มากขนาดนั้น ก็ไม่มีวันได้รู้จักหนทางแห่งความสุขอย่างนี้” ครับ

 

(เรื่อง ยุทธพิชัย ชาญเลขา / เรียบเรียง เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ / ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี)

 

Posted in MIND
BACK
TO TOP
A Cuisine
Writer

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.