เมื่อ ภาวะหมดไฟ ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆอีกต่อไป
เชื่อว่าคนทำงานอย่างเราๆ ต้องเคยได้ยินคนรอบข้างหรือแม้กระทั่งตัวเองพูดวลีที่ว่า “หมดไฟ” ออกมากันบ้างแหละ แต่ในตอนนี้ ปัญหาดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงจังที่ควรใส่ใจมากขึ้น เมื่อองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ออกมารับรอง ภาวะหมดไฟ ให้เป็นหนึ่งในกลุ่มอาการโรคจากความเครียด
ความเห็นของอนามัยโลก
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในบัญชีปรับปรุงเพื่อจำแนกโรคระหว่างประเทศที่ 11 (ICD-11) ภาวะหมดไฟได้รับการจัดหมวดให้อยู่ในกลุ่มอาการโรคจากความเครียดที่มาจากการประกอบอาชีพ
มีคำอธิบายตามมาว่า เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพที่ผู้ประสบจำเป็นต้องรับบริการด้านสุขภาพแต่ไม่ได้อยู่ในประเภทว่าเป็นความเจ็บป่วยหรือสภาวะทางสุขภาพ
จากเว็บไซต์ข่าวของทาง Posttoday ระบุว่า
WHO นิยามของภาวะ Burnout ว่าเป็นโรคที่เป็นผลจากความเครียดเรื้อรังที่เกิดในสถานที่ทำงาน ซึ่งยังไม่ถูกจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งลักษณะอาการในสามกลุ่มคือ 1.รู้สึกหมดพลังหรือเหนื่อยล้า 2. รู้สึกว่าจิตใจห่างเหินจากงานและมีทัศนคติด้านลบต่องาน 3. ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
การขึ้นทะเบียนภาวะ Burnout ครั้งนี้ทำให้การถกเถียงในวงวิชาการของบรรดาผู้เชี่ยวชาญเป็นเวลานับสิบๆปีสิ้นสุดลง
WHO ระบุว่าสิ่งนี้เป็นภาวะที่น่ากังวล และควรได้รับการดูแลทางการแพทย์ก่อนจะขยายความรุนแรงไปยังส่วนอื่นๆของชีวิตนอกเหนือจากการทำงาน
ICD-11 ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2022 ได้เพิ่มเติมรายละเอียดอื่น ๆ รวมถึงการจัดประเภทของ “พฤติกรรมทางเพศที่ถูกบีบบังคับ” เป็นอาการผิดปกติทางจิต แม้จะหยุดในระยะสั้นแต่เป็นพฤติกรรมเรื้อรัง