ประสบการณ์ชีวิต,มะเร็ง,โรคมะเร็ง

ส่งกำลังใจเคียงคู่สู้ มะเร็ง

เคียงคู่สู้ มะเร็ง

ในปี 2544 ครอบครัวของเธอต้องพบกับข่าวร้ายเป็นครั้งแรก เมื่อ คุณประเวศ นิพัทธสัจก์ สามีของเธอตรวจร่างกายแล้วพบเนื้อร้ายที่ปอดข้างซ้าย ตั้งแต่นั้นมาคุณจุรีรัตน์ก็คอยอยู่เคียงข้างสามีตลอดการรักษา 3 ปี จากเดิมที่แพทย์คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1 ปีหลังจากตรวจพบมะเร็ง

ช่วงเวลาที่ได้ดูแลคนที่เธอรัก คุณจุไรรัตน์ได้ใช้เวลาอยู่เป็นกำลังใจ ติดตามผลการรักษาของสามีตลอด แม้จะมีความห่วงกังวลอยู่ลึกๆ แต่เธอก็ทราบว่า หากแสดงความทุกข์ในใจของตนเองออกไปรังแต่จะฉุดรั้งให้จิตใจของสามีหรือแม้แต่ผู้ที่มาเยี่ยมให้รู้สึกโศกเศร้า เธอจึงเลือกที่จะละวางความเศร้าใจ พูดคุยในสิ่งสร้างสรรค์ให้ความเบิกบานใจแก่สามีจวบจนวันสุดท้าย

“ก่อนหน้าที่จะถึงวันเกิดครบรอบ 75 ปีของสามี ดิฉันยังถามเขาเลยว่า เวศรู้ไหมว่าวันเกิดของตัวเองวันที่เท่าไหร่ เขาก็ตอบว่าวันที่ 23 ดิฉันได้ทีก็แซวใหญ่ว่าแสดงว่าเขามีแต่ดิฉันอยู่ในใจเพราะวันที่ 23 เป็นวันเกิดดิฉันต่างหาก กลายเป็นเรื่องขำขันน่ารักๆ ในเย็นวันนั้น เมื่อละวางความทุกข์และความเครียดทั้งหลายได้ การทำงานของระบบภูมิชีวิตก็จะดีขึ้น จิตที่สงบนิ่งช่วยให้ความเจ็บปวดและอาการที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งลดลง

“สำหรับสามีนั้นดิฉันได้ดูแลเขาอย่างใกล้ชิดจึงเห็นคุณค่าของกำลังใจว่า ช่วยสนับสนุนให้การรักษาได้ผลดี ปรากฏว่า ตลอดการรักษาเขาไม่เคยมีอาการแพ้หรือเจ็บป่วยทรมานเลยแพทย์เจ้าของไข้เองยังออก ปากเสมอว่า มีน้อยรายนักที่จะไม่มีอาการแพ้แบบนี้” ความรักความผูกพันที่คุณจุไรรัตน์มอบให้คุณประเวศคู่ชีวิตจวบจนวันสุดท้ายที่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน พิสูจน์ให้เห็นว่า จิตใจที่ปราศจากอารมณ์ขุ่นมัวย่อมช่วยให้ทั้งผู้ป่วยและตัวญาติซึ่งเป็นคนเฝ้าไข้มีความสดชื่น ไม่ตกอยู่ในวังวนของความเศร้า

แต่แล้วข่าวร้ายในครอบครัวก็เกิดขึ้นอีกเป็นระลอกที่สองและครั้งนี้ดูเหมือนจะรุนแรงกว่า จิตใจผู้เป็นแม่ซึ่งจำต้องฝืนทนความทุกข์ใจและแปรเปลี่ยนมันเป็นกำลังใจ “หลังจากที่สามีเสียไป ต่อมาเมื่อต้นปี 2548 นี้ลูกชายก็ตรวจพบว่ามีเนื้อร้ายที่ปอด ลูกคนนี้เป็นคนที่มีอุปนิสัยร่าเริง เขาเป็นนักกีฬามาตั้งแต่เล็กๆ เหมือนคุณพ่อจึงมีจิตใจเข้มแข็ง เมื่อใจมีกำลังกายก็พร้อมเยียวยาตนเองให้ค่อยแข็งแรงขึ้นได้ ทั้งภรรยาและดิฉันซึ่งเป็นแม่ก็พร้อมที่จะยืนเคียงข้างเขาเสมอ ในช่วงนั้นทุกคนในครอบครัวได้คอยสนับสนุนให้เขามีทั้งสุขภาพและกำลังใจ กิจกรรมอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ดิฉันและสมาชิกบ้านนิพัทธสัจก์จะยินดีเข้าไปร่วมด้วยเสมอ”

ความห่วงหาอาทรกันที่สมาชิกครอบมีให้กันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในยามสุข หรือทุกข์เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชะโลมใจให้ชุ่มเย็น และยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้นในยามที่มีสมาชิกในบ้านเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย การแสดงความรักความอบอุ่นในครอบครัวจะช่วยให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เมื่อผู้ป่วยมีกำลังใจดี ผลสะท้อนนี้ก็จะส่งให้ผู้ที่ดูแลพลอยคลายกังวล บรรยากาศในการร่วมทางเดินเพื่อต่อสู้โรคภัยก็จะสดใสขึ้น ไม่ตกอยู่ในความอึมครึมและโศกเศร้าที่คอยบั่นทอนภูมิชีวิตอีกต่อไป

เยียวยากายใจเป็นหนึ่งเดียว

ช่วงชีวิต 74 ปีที่ผ่านมาสำหรับคุณจุไรรัตน์ไม่ใช่วัยที่โรยรา หากแต่เป็นการสั่งสมความเข้าใจ เนื่องจากประสบการณ์ที่ได้ดูแลสุขภาพของคู่ชีวิตและบุตรชายเตือนสติให้เธอทราบว่า สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในการดำเนินชีวิต เธอจึงอยากมอบกำลังใจและรูปแบบการรักษาสุขภาพส่งต่อไปให้ผู้อื่นเหมือนการมอบดอกไม้ที่ผลิบาน

ด้วยอดีตเคยประกอบอาชีพครูผู้ความเป็นครูทั้งตัวและหัวใจ คุณจุไรรัตน์จึงอุทิศเวลาในช่วงหลังเกษียณให้กับการสร้างเสริมสุขภาพโดยเป็นประธานชมรมรำมวยจีนของชุมชนทั้งที่ภูมิเนาเดิมในจังหวัดสงขลาและหมู่บ้านจัดสรรที่อยู่ปัจจุบันในกรุงเทพฯ ทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์ นอกจากนี้ยังคอยเอาใจใส่ไต่ถามสมาชิกในครอบครัวและคนใกล้ชิดในเรื่องสุขภาพอยู่เสมอ

“กำลังใจต่อผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สำคัญ ทุกวันนี้ถ้ารู้ว่าใครเจ็บไข้ได้ป่วยดิฉันอยากจะมอบกำลังใจให้เหลือเกิน ไม่อยากให้ทอดอาลัยและคิดว่าจะยอมแพ้ต่อโรค มะเร็ง ทุกคนมียาวิเศษคือสมาชิกบ้านนั่นเอง เรื่องใกล้ตัวแบบนี้ไม่อยากให้มองข้ามหรือละเลยกันค่ะ”

วิธีดูแลสุขภาพแบบชีวจิตแท้ๆ ต้องเยียวยาทั้งตัวและหัวใจไปพร้อมกันค่ะ

ข้อมูลเรื่อง “ส่งกำลังใจเคียงคู่สู้ มะเร็ง” จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับที่ …

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.