นิรุตติ์ ศิริจรรยา

โสด…แต่สุข บทบาทที่เลือกเอง ของ “นิรุตติ์ ศิริจรรยา” “ออกญาโหราธิบดี” ใน “บุพเพสันนิวาส”

โสด…แต่สุข บทบาทที่เลือกเอง ของ “นิรุตติ์ ศิริจรรยา”

“ออกญาโหราธิบดี” ใน “บุพเพสันนิวาส”

ในละคร บุพเพสันนิวาส ท่านออกญาโหราธิบดี  ( นิรุตติ์ ศิริจรรยา ) มีลูกชายและมีภรรยาอยู่เคียงข้าง ทว่าในชีวิตจริง เรื่องราวชีวิตรักของผู้รับบทบาทนี้ค่อนข้างเศร้าและพบกับการจากไปอย่างนิรันดร์

นิตยสารซีเคร็ตเคยได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณอาหนิงเมื่อตอนปี 2552 ถึงความรักในครั้งนั้น เรื่องราวชีวิตตั้งแต่เด็ก จนถึงปัจจุบัน และความสุขในแบบของอาหนิง ลองติดตามอ่านกันเลยค่ะ >>>

ท้องฟ้าในคืนหนาว อาจจะไม่มีความหมายอันใดสำหรับใครบางคน แต่สำหรับเขา…นิรุตติ์ ศิริจรรยา ช่วงเวลาที่ได้นั่งนิ่งๆมองดาวบนฟ้าเงียบๆ เพียงลำพังที่ “ไร่ทองจันทร์” กลับนำความสุขใจมาให้อย่างประหลาด

เป็นที่ทราบกันดีว่า คุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา หรือที่ใครต่อใครเรียกขานด้วยความเคารพว่า “อาหนิง” ได้หลีกเร้นหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตที่บ้านไร่จังหวัดจันทบุรีมากว่าห้าปีแล้ว

หลังสูญเสียภรรยาผู้เป็นที่รัก คุณอรวรรณ ศิริจรรยา จากอุบัติเหตุเมื่อปี 2539 เขาก็เดินทางไปอยู่สหรัฐอเมริกานานถึงหกปี ก่อนจะกลับมาเมืองไทย โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงอีกครั้ง และครองตัวเป็นโสดตลอดมา

นักแสดงรุ่นน้องหลายต่อหลายคนต่างยึดเขาเป็นแบบอย่างและเรียกเขาว่า “พ่อ” อย่างสนิทใจ ส่วนแฟนคลับของเขามีตั้งแต่รุ่นเล็กจนถึงรุ่นใหญ่ แทบจะเรียกได้ว่า มีนักแสดงน้อยคนนักที่สามารถครองใจทั้งเพื่อนร่วมงานและผู้ชมหลากหลายวัยได้อย่างยาวนานเช่นเขา

ระหว่างการสัมภาษณ์ เขาตอบทุกคำถามอย่างตั้งใจ บางช่วงที่เอ่ยถึงภรรยา น้ำเสียงและแววตาของเขาแสดงให้รู้ว่ายังมีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ชีวิตมนุษย์ก็อย่างนี้ ไม่มีอะไรนิ่ง แม้แต่น้ำยังพลิ้วไหว”

ใครต่อใครต่างสงสัยว่า ผู้ชายที่ใช้ชีวิตบั้นปลายแต่เพียงลำพังขาดคนรู้ใจ จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาบ้างเชียวหรือ คำกล่าวที่ว่า “โสด…แต่สุข” นั้นเป็นจริงแค่ไหน คงต้องค้นหาความจริงกันหน่อยแล้ว

ตอนเด็กๆ ดูท่าอาหนิงจะซนเอาเรื่องเหมือนกันใช่ไหมคะ

เรียบร้อยคงไม่ใช่ แก่นไหม ก็พอสมควร ผมเล่นซนแบบเด็กผู้ชาย สมมติวันหยุดไม่ต้องไปโรงเรียนก็จะมีคนสวนที่บ้านพาไปหาปลา จับปลา ว่ายน้ำในคลองเล่นกับเพื่อนแถวบ้าน เมื่อก่อนบ้านผมอยู่หลังสวน คนสวนก็จะสอนเราจับปลา ได้ปลาฉลาด ปลากระดี่ ปลาสลิด ฯลฯ บางครั้งก็ทำจั่นจับปลา ได้ปลาครั้งละตัวสองตัว เราก็เอามาก่อไฟปิ้งกิน

เวลาอยู่กับเพื่อนที่โรงเรียน  (โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก) ก็เล่นฟุตบอลกัน โรงเรียนผมค่อนข้างที่จะเฮี้ยบ ผมจึงค่อนข้างมีระเบียบเพราะถ้าไม่มีระเบียบคงไม่จบ โรงเรียนผมจะไม่มีการอำ แหย่ หรือแกล้งกันอย่างสมัยนี้ เรียนก็คือเรียน เลิกเรียนคือกลับบ้าน…เท่านั้น

ตอนเป็นนักเรียนผมโดนทำโทษบ่อย เพราะความยวนของตัวเอง ผมแกล้งลองดีด้วยการติดกระดุมคอเม็ดบนสุด เลยโดนทำโทษให้ติดอย่างนั้นปีหนึ่งเต็มๆ บางครั้งก็โดนทำโทษให้อยู่เย็น อยู่เย็นหมายความว่าสามโมงสี่สิบทุกคนกลับบ้าน แต่ผมต้องอยู่ถึงห้าโมงเย็น เอาการบ้านมานั่งทำอยู่ปีหนึ่ง หรือไม่ก็โดนทำโทษให้วิ่งรอบโรงเรียน ทั้งโรงเรียนจะเห็นเราวิ่งอยู่คนเดียว นั่นคือโทษที่รุนแรงที่สุด แบบเซียนที่สุดแล้วถึงจะโดน

แล้วคุณแม่คุณนิรุตติ์มีวิธีการสอนลูกอย่างไรบ้างคะ

แม่ของผมเป็นทั้งแม่ ทั้งเพื่อน ทั้งพ่อ ทั้งพี่ เป็นทั้งพยาบาลทั้งหมอ ที่ผมทำกับข้าวเป็นทุกวันนี้ก็เพราะแม่ เริ่มจากเจียวไข่ ถ้าตีไข่ฟองอากาศยังไม่ขึ้นแล้วส่งให้แม่ แม่จะร่อนออกทางหน้าต่างไปเลย หรือถ้าน้ำมันยังไม่ร้อน แม่ก็จะว่าว่าอย่างนี้เทไข่ลงไปแล้วไข่จะฟูได้ยังไง ตำน้ำพริกอะไรต่ออะไรแม่ก็สอนหมด น้ำพริกเผาทำอย่างไร เอาพริกแห้ง หอม กระเทียม มาผ่าล้างอย่างไร ต้องบอกว่าระเบียบในชีวิตเริ่มต้นมาจากครอบครัวก่อน แล้วจึงไปต่อที่โรงเรียน

คุณแม่ดุไหมคะ

ไม่มีแม่คนไหนที่ไม่ดุ แต่ไม่ใช่ดุเหมือนเสือจะกินลูก คือดุหรือตีเพราะต้องการให้ลูกได้ดี เวลาแม่จะตีก็ให้ไปเด็ดก้านมะยมมาก่อน รูดใบออกให้หมด ก่อนตีท่านจะถามว่า จะให้ตีกี่ที แล้วถึงจะตี สำหรับผม แม่ถือเป็นครู แม่คือผู้ที่อบรมสั่งสอนผมให้อยู่ในระเบียบวินัย คำโบราณที่สอนว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี นั้นผมยังเชื่ออยู่

สมมติวันหนึ่งมีลูก คิดว่าจะสอนแบบไหนคะ

คิดว่าจะสอนด้วยเหตุและผล การตีคงน้อย ต้องคุยให้เข้าใจส่วนตัวแล้วผมเชื่ออยู่บ้างว่า “ไม้เรียวสร้างคน” ถ้าจะให้เด็กมีระเบียบวินัยด้วยการตี ก็ต้องฝึกเขาตั้งแต่อายุ 7 – 12 ปี ถ้าเข้าวัยรุ่น13 ปีขึ้นไปต้องใช้คำพูด ใช้เหตุผล ไม่อย่างนั้นเด็กจะมุทะลุไปเลยซึ่งทั้งหมดมาจากการอบรมของครอบครัว

แม่ของผมเป็นครูที่ดีที่สุดในโลก แถมเรียนโรงเรียนนี้ (คือเรียนที่บ้านโดยมีแม่เป็นครู) ยังได้สตางค์อีกด้วย เพราะแม่ให้สตางค์ทุกวัน แต่ทุกวันนี้โรงเรียนนี้กำลังเสื่อม สภาพสังคมกำลังเสื่อม มีเด็กติดยาบ้า เด็กฆ่าแท็กซี่ เด็กซ้อนมอเตอร์ไซค์บิดแว้นๆ

สมัยนี้พ่อแม่ไม่ได้อบรมลูกเหมือนเมื่อก่อน เพราะใช้เงินเลี้ยงใช้ต่างชาติเลี้ยง ไม่กล้าดุลูก กลัวลูกไม่รัก เมื่อโรงเรียนนี้ขาดครูใหญ่ดูแลก็ล่มสลาย

ทราบว่าเคยบวชมาแล้วสองครั้ง บวชครั้งแรกกับครั้งที่สองความตั้งใจต่างกันไหมคะ

ครั้งแรกบวชตรงกับวันเกิดช่วงอายุ 26 ตอนนั้นผมเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่า “เกิดเป็นลูกผู้ชายไม่เคยบวชเสียชาติเกิด” ผมก็ผัดท่านมาเรื่อยเพราะยังติดละคร จนมาปีหนึ่งติดละครอยู่เรื่องเดียว จึงไปขออนุญาตผู้กำกับว่า ถ้าผมจะลาบวช 15 วันจะได้ไหม เขาก็อนุโมทนาด้วย

ตอนบวชแม่ยังไม่รู้เลย พอรู้ท่านก็ดีใจด้วย เวลาบวชผมไม่ได้ป่าวประกาศให้ใครรู้ เพราะไม่ต้องการให้มีคนมาเดินแห่พันคน มีกลองยาว หรือทำข่าวออกทีวี ผมไม่ต้องการเป็นเหมือนใคร แล้วใครก็ไม่ต้องเป็นเหมือนผม

หนที่สองบวชตอนวันเกิดครบ 60 ปี ก่อนบวชหนึ่งวันเพื่อนๆน้องๆ ในวงการก็มานั่งกินเลี้ยงสังสรรค์กันที่สนามกอล์ฟใกล้บ้านผมทั้งพี่วิลลี่ (วิลลี่ แมคอินทอช) พี่ชาคริต (ชาคริต แย้มนาม) นก -ฉัตรชัย (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) ก็มา แต่ไม่มีใครรู้เลยนะว่าผมจะบวชเขารู้แต่เพียงว่า สองปีมาแล้วที่ทุกวันเกิดผมจะรับเป็นประธานจัดอุปสมบทหมู่ ปีแรกผมถวายตาลปัตรกับผ้ากราบพระ ปีที่สองถวายผ้าไตร คือแทนที่ทางวัดจะต้องมาเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ผมก็ออกให้เอง เบ็ดเสร็จแล้วตกปีละแสน

วันนั้นผมบอกเพื่อนๆ น้องๆ ว่าให้มาร่วมกันบวชพระ ราย-ละเอียดอย่างอื่นไม่ได้บอก เสร็จแล้วก็ติดต่อพระอาจารย์รูปหนึ่งที่วัดซึ่งอยู่จันทบุรีว่าผมจะบวช แต่ขอร้องท่านว่ายังไม่ต้องบอกเจ้าอาวาสว่าผมเป็นใคร กว่าเจ้าอาวาสจะรู้ก็ตอนผมจะบวชแล้ว ท่านตกใจเกือบตกเก้าอี้เหมือนกัน

พอได้เวลาพวกเพื่อนๆ น้องๆ มาถึงที่วัดก็หาผมใหญ่เลย นึกว่าหายไปไหน พอเข้าไปเห็นผมใส่จีวรเดินออกมาจากโบสถ์ ตกใจกันเป็นแถว เพื่อนบอก “โห มันเล่นอำกันแบบนี้เลยเหรอ” นก -ฉัตรชัยยังไม่เชื่อ ถามคนอื่นว่า “นี่อาเขาถ่ายหนังเหรอ ถึงแต่งตัวเป็นพระ” แหม…ใครจะทำเหมือนขนาดนั้น หัวเหอเกรียนหมด

ที่ไม่บอกใคร ความจริงแล้วผมไม่ได้แกล้ง แต่ไม่อยากให้วุ่นวายโกลาหล ผมไม่อยากให้ใครมาเป็นภาระ ผมบวช ทำไมเพื่อนต้องมาเสียสตางค์ เราบวชเพื่อจะสละ ทำไมต้องให้คนอื่นเดือดร้อนก็แค่คนคนหนึ่งจะไปโกนผมนุ่งผ้าเหลืองเท่านั้น แล้วปกติเขาก็เห็นผมเหมือนพระอยู่แล้ว

 

ช่วงที่บวชมีโอกาสศึกษาธรรมะมากไหมคะ

เมื่อบวชก็ต้องทำกิจของสงฆ์อยู่แล้ว ง่ายๆ คือ บิณฑบาตกวาดลานวัด ทำวัตรเช้าวัตรเย็น ศึกษาธรรมะ และนั่งวิปัสสนา-กรรมฐาน

หลังจากสึกมาแล้วผมก็ไปนั่งสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ ส่วนวิปัสสนาทำที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเป็นที่วัด ก่อนนอนก็สวดมนต์ ซึ่งบทสวดของผมไม่เหมือนใคร บางคนอาจจะสวดพาหุง หรือสวดธรรมจักร หรือสวดชินบัญชร แต่บทสวดมนต์ของผมไม่มีในหนังสือ ผมเรียนรู้และได้มาเอง

สำหรับผม การสวดมนต์คือการภาวนาจิตเพื่อให้เรามีหลักยึด ไม่ใช่นอนไม่หลับแล้วมาสวด แต่ควรทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน

ตอนที่ภรรยาเสียแล้วและไปใช้ชีวิตอยู่สหรัฐอเมริกา ได้ใช้ธรรมะเยียวยาจิตใจตัวเองบ้างไหมคะ

ภรรยาผมเสียเมื่อปี 39 ตอนนั้นหยุดรับงาน เงินเลยหมด ผมตั้งใจว่าจะไปขายบ้านที่ซื้อไว้ที่อเมริกา แต่บ้านไม่เหมือนข้าวแกงจะได้ขายกันได้ง่ายๆ ผมไปเดือนสิงหาฯ แต่กว่าจะขายได้ก็เดือนกุมภาฯ แล้วยังไงไม่รู้ ผมไปซื้อบ้านต่ออีกหลังแล้วอยู่ต่ออีกหกปี โดยไม่ได้ทำงานอะไรเลย

ผมใช้ชีวิตแบบทุกวันตื่นขึ้นมาเพื่อรอพระอาทิตย์ตกแล้วก็เข้านอน…คนที่ไม่เคยมีเมียจะไม่รู้หรอกว่าเวลาเมียตายโดยไม่สั่งลาสักคำมันเป็นอย่างไร คนที่อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง จะให้ไม่รู้สึกอะไรเลยได้อย่างไร ต่อให้เป็นสัตว์เลี้ยงเราก็รู้สึก นี่เป็นมนุษย์…เป็นเหมือนอีกซีกหนึ่งของเรา แล้วหลุดออกไปเฉยๆ กว่าจะเอากลับเข้ามาได้ มันเรื่องง่ายๆ เหรอ ดังนั้นเวลาใครถามว่าทำไมถึงไปอเมริกา ผมไม่สามารถพูดให้ใครฟังได้ว่าไปทำอะไรไปเศร้าเหรอ ไม่ใช่…แค่ง่วงก็นอนเท่านั้น ไม่ถึงขนาดอยากฆ่าตัวตายแค่รู้สึกเหมือนมีชีวิตอยู่แค่ครึ่งเดียว แต่อย่างไรผมก็ต้องมีชีวิตอยู่

ผมเรียนรู้ว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา สวดมนต์ไหว้พระผมก็สวดอยู่ แต่ตอนนั้นไม่ว่าทำอะไรก็ช่วยไม่ได้ คนจะมาบอกว่า เศร้าเหรอ…ไปนุ่งขาวห่มขาว บวชชีพราหมณ์สิ ผมคิดว่านั่นเป็นแฟชั่นนะ ที่พอคนเศร้าแล้วไปชวนคนที่เศร้าอีกแปดสิบคนไปบวชด้วยกันตอนนั้นผมรู้ว่าไม่มีอะไรจะช่วยผมได้ ต้องนิ่งอย่างเดียว จะบอกว่าให้ไปนั่งวิปัสสนากรรมฐานแล้วจะทำให้ทุกข์หาย ไม่จริงหรอก เพราะเวลาที่ทุกอย่างในหัวมันปั่นป่วนไปหมด เหมือนกับเฮอร์ริเคนมาเราไม่สามารถเอาอะไรไปกั้น เราต้องปล่อยมันไป นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำได้ ผมใช้วิธีปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ วันนี้คิดมาก พรุ่งนี้ก็คิดให้น้อยลงมาหน่อย เวลาเท่านั้นที่จะช่วยได้ ไม่มีหรอกผู้วิเศษที่จะทำให้ทุกข์หายทันที ธรรมะก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลา ไม่มีใครหรอกที่จะนำธรรมะมาช่วยได้ทั้งหมดทันที

สำหรับคุณนิรุตติ์ ชีวิตแต่งงานกับชีวิตโสดแบบไหนดีกว่ากันคะ

ผมคิดว่าไม่มีอะไรดีกว่าอะไร เพราะมีสิ่งที่ขาดไปกับสิ่งที่ได้เพิ่มมา บางคนคิดว่าอยู่คนเดียวสบายดี แต่สำหรับผมรู้สึกว่าขาดที่ปรึกษา แม้แต่คุณแม่เรายังคุยไม่ได้หมดทุกเรื่อง การอยู่คนเดียวทำให้ขาดคนที่จะมาแชร์ความคิด ความรู้สึก อย่างเช่นรถคันนั้นสวยจัง ดอกไม้ดอกนี้สวยดี เราพูดกับใครไม่ได้ ต้องพูดอยู่ในใจคนเดียว

สำหรับผม ชีวิตคู่ไม่ได้อยู่เพื่อมีเซ็กซ์อย่างเดียว คิดดู ผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาคุณ คนที่คุณรักรองจากแม่ ครั้งแรกที่เจอสิ่งแรกที่คิดคือ คุณคิดจะนอนกับเขา อยากศึกษาค้นคว้าก่อนเลยใช่ไหม แต่พอแต่งงานกันจริงๆ แล้วเรื่องนี้กลับกลายเป็นอันดับสุดท้ายของวัน คือ ตื่นขึ้นมาอย่างแรกต้องคุยกันก่อน ดื่มกาแฟทานอาหารเช้า ออกไปทำงาน ไปเที่ยวหาอะไรกินด้วยกัน สุดท้ายถึงจะมีเซ็กซ์

ถ้าใครคิดจะมีคู่เพื่อนอนอย่างเดียว ไม่ต้องแต่งงานก็ได้ทุกคนสามารถอยู่กับใครก็ได้ แต่การอยู่กับสามีหรือภรรยาต้องอยู่ด้วยอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่หน้าที่ คู่ไหนบอกว่าอยู่ด้วยหน้าที่ ผมว่าไปไม่รอด

ส่วนใหญ่เวลาผู้ใหญ่ให้พร ท่านจะขอให้ “รักและเข้าใจกัน” รักเป็นนามธรรมมาก มองไม่เห็น บางครั้งพูดเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ “เข้าใจ” เป็นเหตุและผล ความเข้าใจสำคัญกว่า ถ้าคุณเข้าใจผม คุณจะไม่มาเซ้าซี้คุยในเวลาที่ผมต้องการอยู่คนเดียว ผมว่าความเข้าใจสำคัญ เพราะทำให้คนเรารักกันมากยิ่งขึ้น

ถามผมว่าตอนนี้อยากมีใครไหม ก็อยากมีคนเข้าใจ แต่กลัวมีแล้วเขาตายก่อนผม ถ้าจะมาเป็นเมียผม สัญญาได้ไหมว่าจะไม่ตายก่อนผม ไม่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนหัวสมองจะแตกอีก แต่จริงๆแล้วผมไม่มีปัญหาอะไรในการอยู่อย่างนี้ เพราะอายุก็มากแล้ว

ถ้าอย่างนั้นทำอย่างไรถึงจะอยู่คนเดียว แต่ก็ยังมีความสุขได้ล่ะคะ

ผมมีความรักและความเข้าใจจากเพื่อนร่วมงาน เวลาไปกองถ่ายแค่ได้ซื้อขนมมากินด้วยกันก็มีความสุขแล้ว บางครั้งผมอยู่โป่งน้ำร้อนจังหวัดจันทบุรี มีงานถ่ายที่เมืองกาญจน์ก็ได้ไปเจอผู้ร่วมงานใหม่ๆหรือไปเขาใหญ่ก็ได้เจอเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ขับรถกลับบ้านโป่งน้ำร้อนเจอเจดีย์ 3 องค์ เป็นเจดีย์เก็บอัฐิของคุณแม่ คุณย่า คุณอรวรรณผมก็มีความสุขที่ได้นั่งคุยกับเขา เขาจะได้ยินผมหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมไม่ได้ยินเขาแน่ (หัวเราะ) แค่มีหมาอีกตัวนั่งอยู่ข้างๆ ก็มีความสุขแล้ว

ผมไม่ยึดติดว่าความสุขต้องเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วทำให้ยิ้มได้เท่านั้น ความสุขของผมเกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลา แล้วแต่ว่าจะไปเจอะเจอใครหรือทำอะไร หรือไปอยู่ในสถานที่ไหน ความสุขที่ผ่านมาผมไม่เคยจำ ส่วนความทุกข์ที่ผ่านมาก็ทิ้งไปหมด

ทุกวันนี้เราก็มีความสุขได้ แค่ตื่นเช้าขึ้นมา ได้ดื่มน้ำดีๆ ดื่มกาแฟอร่อยๆ หอมๆ ก็มีความสุขแล้ว ต้องเข้าใจสัจธรรมว่า ความสุขความทุกข์ไม่อยู่กับเรานาน ถ้าทุกข์นานก็ฆ่าตัวตายไปแล้วสุขอยู่กับเรานานอาจจะหัวเราะคนเดียวจนต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า  เพราะฉะนั้นชีวิตเราจึงปนไปด้วยสุขและทุกข์ ไม่มีอะไรจีรัง ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราได้ตลอดไป แม้กระทั่งตัวเราเอง

ผมคิดว่าความสุขมีได้เยอะแยะ เห็นอะไรก็มีความสุขได้อย่างหน้าหนาวที่ไร่ทองจันทร์ กลางคืนผมก็นั่งมองดาวบนฟ้า คนถามว่า ไม่เหงาเหรอ…ไม่นะ เพราะเวลาผมนั่งมองดาว ผมเห็นอะไรมากมาย คนที่มองไม่เห็นหรือเห็นแต่ดาวสิเหงา แต่ผมมองดาวแล้วเห็นเป็นภาพมากมาย พอมีเมฆมาบังเป็นแบบนี้ มีภูเขาอยู่ข้างหลังดาวสวยแบบนี้ มีภาพเกิดขึ้นตลอดเวลา พอง่วงผมก็นอนจึงอยู่ได้

บางคนบอกว่า “งานทำให้มีความสุข” ผมว่าไม่ใช่หรอก งานไม่ได้ทำให้เรามีความสุข แต่เราต่างหากที่บังคับจิตใจของเราให้“มีความสุขกับงาน” ตัวงานจริงๆ มีความเครียด ต้องคิด มีปัญหาให้เราแก้ไข แต่เราจะมองงานนั้นอย่างไร อย่างหมอผ่าตัดลงไปในเนื้อคน เลือดพุ่งจี๊ด ถามว่าตอนนั้นหมอมีความสุขไหม…คงไม่ แต่จะมีความสุขต่อเมื่อคนไข้หายป่วย ผลจากงานมากกว่าที่ทำให้เรามีความสุข เพราะได้ทำประโยชน์เพื่อคนอื่น

คิดถึงวันที่จะเกษียณจากวงการไหมคะ เตรียมตัวไว้อย่างไร

อาชีพนักแสดงโชคดีว่าไม่มีวันเกษียณ เพราะการแสดงเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคน ทำให้ต้องมีนักแสดงตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยคุณปู่ ผมคิดว่าถ้ายึดอาชีพนี้เป็นหลักแล้วไม่มีคำว่าเกษียณเพราะถ้ายังมีความสุขกับงานก็ทำไปได้ตลอด แม้ว่าการเป็นนักแสดงจะเหนื่อยไม่ต่างกับชีวิตเกษตรกร ต้องรอฟ้ารอฝนรอแดด แต่ถ้าทำใจให้มีความสุข เข้าใจธรรมชาติ เราก็ไม่หงุดหงิด ไม่ทุกข์

ส่วนการเตรียมการในเรื่องเงินๆ ทองๆ นั้น ได้เงินมาก็เก็บเข้าธนาคาร ไม่ได้บริหารหรือแบ่งสัดส่วนอะไร เก็บไว้ทั้งหมด เวลาใช้ก็ใช้เท่าที่จำเป็น เพราะรู้ว่าอย่างน้อยเราควรจะมีเงินเหลือไว้บ้าง

ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะมีอายุถึงเท่าไร ไม่เคยคิดถึงเรื่องความเป็นความตาย แต่พออายุเลย 40 มาถึงสัก 45 – 46 ปีเริ่มคิดแล้ว ผมไม่ได้กลัวความตาย แต่คิดว่าเราจะอยู่ได้สักกี่ปีนะ ตอนนี้ ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าอาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้หรือเปล่า ก็หมั่น ตรวจเช็คร่างกายตัวเองว่าเจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน เป็นอะไรหรือเปล่า

ทุกวันนี้ไม่มีอะไรที่ผมอยากทำอีกแล้ว เหลือแต่ทำตัวเราเท่านั้นเป็นตัวของตัวเอง และทำตัวให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็แค่นั้นเอง…

“วัตถุมงคลไม่ใช่แค่เครื่องรางของขลังที่ช่วยให้ยิงไม่เข้าหรือทำให้ร่ำรวย แต่เป็น สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในธรรม เมื่อมีธรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะคุ้มครอง”

Secret Box

เคล็ดลับของการอยู่เป็นโสด…แต่มีความสุข ในแบบของนิรุตติ์ ศิริจรรยา

  • รู้จักเก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆ จากสิ่งใกล้ตัว เช่น อาหารอร่อยๆ เพื่อนร่วมงานดีๆ ธรรมชาติที่สวยงาม
  • ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพื่อรบกวนตัวเองและคนอื่นให้น้อยที่สุด
  • แบ่งเวลาทำประโยชน์เพื่อสังคม
  • เข้าใจสัจธรรมของชีวิตว่าทุกข์สุขไม่จีรัง เพื่อละวางจากความยึดติด
  • ใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัย เพื่อความสำเร็จของงาน
  • ให้ความสำคัญและมีความสุขกับผลของงานมากกว่าตัวงานที่ต้องทำ

 

เรื่อง อุษาวดี สินธุเสน, เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ

ภาพ ณัฐวุฒิ เพ็งคำภู, อนุพงศ์ เจริญมิตร

ภาพปก ch3Thailand, นิตยสาร Secret


 

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.