ฆ่าตัวตาย

Dhamma Daily : ทำอย่างไรจึงจะไม่คิดกังวล และคิด ฆ่าตัวตาย

คิดกังวล และคิด ฆ่าตัวตาย

การ ฆ่าตัวตาย ไม่ได้ทำให้พ้นทุกข์ แต่มันคือการสร้างวงจรแห่งความทุกข์อันยาวนานขึ้นมาใหม่ให้ชีวิต! คุณควรรู้ให้เท่าทันว่า ชีวิตก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่แน่ – ไม่ได้ดั่งใจ – ไม่มีอะไรสมบูรณ์

ถาม

ทำอย่างไรไม่ให้คิดกังวล คิดจนอยากฆ่าตัวตาย และกรรมของคนฆ่าตัวตายคืออะไร

ตอบ

พระอาจารย์มานพ อุปสโม กล่าวว่า

การ ฆ่าตัวตายถือเป็นกรรมหนัก มีผลทำให้ไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ ถามว่าเพราะ อะไรจึงได้รับผลเช่นนี้ คำตอบคือ กว่าที่คนเราจะเกิดเป็นมนุษย์ได้นั้นแสน ลำบาก เปรียบเทียบได้กับเต่าตาบอดว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรกว้างใหญ่ แล้วโผล่ ศีรษะขึ้นมาเจอห่วงยางได้พอดีนั้น จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก

มนุษย์ เราถูกออกแบบให้เกิดมาเพื่อทำประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่มนุษย์จึงมีอวัยวะ เช่น  มือซึ่งมีนิ้วที่สามารถทำอะไรได้อย่างละเอียดอ่อน มีตา มีหู มีสมองเพื่อจด จำและคิดสร้างสรรค์ทำสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นลองคิดดูว่า ในเมื่อเรามีทุกสิ่ง ทุกอย่างพร้อมขนาดนี้แล้ว ทำไมเราต้องทำลายสิ่งดี ๆ เหล่านี้ไป คนที่ฆ่าตัว ตายจึงเป็นคนไม่รู้จักคุณค่าของร่างกายและการมีชีวิตซึ่งถือว่าผิดศีลข้อ 1  คือไม่ฆ่าสัตว์ ซึ่งหมายถึงการไม่ฆ่าชีวิตตนเองและชีวิตผู้อื่น ดังนั้นทาง ที่ดีควรตั้งตนให้อยู่ในศีลธรรม เพื่อเราจะได้ไม่คิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัว เอง

เคยมีบางแนวคิดที่กล่าวว่าการฆ่าตัวตายถือเป็นบาปกว่าการฆ่าคนอื่น เป็นเรื่องจริงหรือไม่ พระอาจารย์ขอตอบว่า แนวคิดนี้คงนำมาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้นะ เพราะการวัดว่าบาปมากบาปน้อยต้องดูที่เจตนาของจิตที่คิดจะฆ่าว่ามีความ ตั้งใจมากหรือตั้งใจน้อย พยายามมากหรือพยายามน้อย ถ้าตั้งใจมาก พยายามมาก ก็ถือเป็นบาปมาก แต่ถ้าตั้งใจน้อย พยายามน้อย เกิดจากความคิดเพียงชั่ววูบ ก็ย่อมบาปน้อยกว่าคนที่มีการวางแผนมานานแล้ว

พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ (วัดป่าโคเปนเฮเกน) กล่าวว่า

คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ถ้าคิดกังวลเรื่องต่างๆจนอยากฆ่าตัวตาย

เมื่อมีการเกิดก็ต้องมีตาย เมื่อมีการกินก็ต้องมีการถ่าย ถ้าไม่อยากตายก็อย่าเกิด ถ้าไม่อยากถ่ายก็อย่ากิน

ฝึก ให้เห็นจริงตามความเป็นจริงจนจิตมันยอมรับ โดยลองคิดว่า ถ้าอีกเจ็ดวันต้องตาย เราจะต้องทำอะไรบ้าง แล้วเขียนออกมา จากนั้นก็ขยับเป็นสามวัน และถ้าคืนนี้นอนแล้วไม่ตื่น เราทำใจได้ไหม เมื่อฝึกระลึกแบบนี้บ่อย ๆ ใจมันจะยอมรับ ความกังวลจะหายไปเอง ดังบทกลอนที่ พระศาสนโสภณ เขียนไว้ว่า

ระลึกถึงความตายสบายนัก       มันหักรักหักหลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันต์อันธการ        ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ

ในขณะที่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ขออธิบายว่า

คุณคงไม่รู้ว่า กว่าจะเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เราต้องเพียรสั่งสมบุญญาบารมีกันมาเป็นเวลากี่แสนกี่ล้านชาติภพ
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า การได้เกิดมาเป็นคนนั้น นับเป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากเหลือแสน

ทรงอุปมาไว้ว่า มีมหาสมุทรสุดกว้างใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง เบื้องบนเหนือผิวน้ำมีห่วงเล็กๆลอยฟ่องอยู่ ในแต่ละวินาที ห่วงนี้ถูกคลื่นลมตีให้ลอยคว้างไปมาอยู่ตลอดเวลา หาความนิ่งไม่ได้เลย ส่วนเบื้องล่างลงไปใต้ท้องมหาสมุทรลึกสุดหยั่งนั้น มีเต่าตาบอดอยู่ตัวหนึ่งร้อยปีเต่าตาบอดตัวนี้จึงจะโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ สักครั้งหนึ่ง

พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า โอกาสที่เต่าตาบอดจะโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำและเอาหัวมาสวมเข้ากับห่วงเล็กๆ อันนั้นอย่างพอเหมาะพอดีเป็นไปได้ยากแสนยาก แต่ทว่าการได้สิทธิ์มาเกิดเป็นคนยากกว่านั้นนับล้านล้านเท่า

แต่ก็นั่นแหละ แม้การเกิดเป็นคนจะเป็นไปได้ยากถึงเพียงนี้ คุณก็ได้สิทธิ์นั้นมาแล้ว

นับว่าคุณโชคดีเหลือเกิน โชคดีกว่าจิตวิญญาณอีกมากมายที่กำลังรอวันเวลาที่จะได้โอกาสมาเกิดเป็นคนเช่นคุณบ้าง
คิดดูก็แล้วกันว่า กว่าจะเกิดมาเป็นคน ยากเย็นแสนเข็ญถึงเพียงนี้ แล้วจู่ๆ คุณจะมาคิดฆ่าตัวตายเสียดื้อๆ มันน่าเสียดายโอกาสที่ตัวเองได้มาแสนยากไหม

ประการสำคัญ คุณควรจะรู้เอาไว้ด้วยว่า เมื่อจิตของคุณวิวัฒน์ขึ้นมาจนเป็นคนได้แล้ว สมมุติว่าอยู่มาวันหนึ่งคุณฆ่าตัวตาย ก็หมายความว่า คุณปฏิเสธความเป็นคน ศักยภาพของจิตคุณก็จะตกต่ำดำมืด และต้องเวียนกลับไปเริ่มต้นวิวัฒนาการใหม่ กว่าจิตของคุณจะสูงพอที่จะเวียนกลับมาเกิดเป็นคนได้อีกครั้งหนึ่งคุณเอ๋ย คุณต้องเวียนเกิดเวียนตายในสภาพชีวิตชนิดต่างๆ อีกนับครั้งไม่ถ้วน

คุณวิวัฒนาการมาสูงสุดจนได้อัตภาพมาเป็นคนนั้นประเสริฐ ที่สุดแล้ว ควรจะวิวัฒนาการต่อไปให้จิตนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่วิวัฒนาการมาถึงขั้นนี้ แล้วจู่ๆ จะกลับลงไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีก ดูๆ แล้วช่างเป็นวิธีคิดที่เหมือนไม่รู้จักคุณค่าของการเกิดมาเป็นคนเอาเสียเลย

ผู้เขียนไม่ห้ามคุณทำร้ายตัวเองหรอกนะ แต่คุณลองคิดดูเองก็แล้วกันว่า คุณจะพัฒนาต่อไปให้จิตสูงขึ้น หรือจะกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรจึงจะได้กลับมาสู่ความเป็นมนุษย์อีกสักครั้งหนึ่ง
หากผู้เขียนเป็นคุณ คงไม่ยอมเอาชีวิตซึ่งเป็นสิ่งสูงค่าที่สุดไปทำลายเสียง่ายๆ เพียงเพราะผิดหวังจากความรักเป็นแน่ เพราะผู้เขียนย่อมรู้เป็นอย่างดีว่า ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไปหรอก

ในทางพุทธศาสนามีหลักธรรมสำคัญอยู่หมวดหนึ่ง ชื่อ “ไตรลักษณ์” (ลักษณะอันเป็นธรรมของสรรพสิ่ง) ซึ่งประกอบด้วย

1. ไม่แน่

2. ไม่ได้ดั่งใจ

3. ไม่มีอะไรสมบูรณ์

ไม่แน่ หมายถึง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ไม่ได้ดั่งใจ หมายถึง ความทุกข์ ไม่มีอะไรสมบูรณ์ หมายถึง ไม่มีอะไรที่มีความสมบูรณ์แบบในตัวเอง ไม่แน่ ก็เช่น แผ่นดินใหญ่ยังไหวทุกวินาที คนที่เคยดังทะลุฟ้า ผ่านไปเพียงไม่กี่ปีอาจไม่มีคนรู้จัก

ไม่ได้ดั่งใจ (ทุกข์) ก็เช่น ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ซึ่งต้องเจอกัน อยู่ทุกวัน ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ชีวิตคือกระบวนการแก้ทุกข์รายวัน และแก้จบแล้วก็มีทุกข์ใหม่มารอให้แก้อยู่ตลอดเวลา

ไม่มีอะไรสมบูรณ์ ก็เช่น พระพุทธเจ้า แม้จะเป็นคนมีบุญสูงสุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังทรงเป็นกำพร้าแม่ตั้งแต่ประสูติได้เพียง 7 วัน นักการเมืองบางคนรวยล้นฟ้า แต่ทำอย่างไรก็ไม่มีลูกสืบสกุล บริทนีย์ สเปียร์ส สุดยอดป็อปสตาร์โลกที่มีชีวิตน่าอิจฉา แต่เธอก็ยังต้องแยกทางกับสามี

ความเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) เป็นสิ่งที่ทุกชีวิตต้องพบพาน ความทุกข์ (ทุกขัง) เป็นสิ่งที่ใครๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยง ความไม่สมบูรณ์ (อนัตตา) เกิดขึ้นทั่วทุกตัวคน

จะแปลกตรงไหน หากชีวิตของคุณต้องพบกับความ “ไม่แน่”(แฟนตีจาก) และความไม่แน่นั้นทำให้เกิดความ “ไม่ได้ดั่งใจ” ที่ชีวิตพบกับความไม่แน่และไม่ได้ดั่งใจก็เพราะในโลกนี้ “ไม่เคยมีอะไรสมบูรณ์” มาแต่เดิม เราทุกคนล้วนแต่ได้อย่างเสียอย่างกันทั้งนั้นคุณเคยพบไหม คนที่ได้ดั่งใจไปทุกอย่าง สมบูรณ์ในทุกแง่ของชีวิต

ไม่แน่ – ไม่ได้ดั่งใจ – ไม่มีอะไรสมบูรณ์

เป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในชีวิตของเราทุกคน ดังนั้นจึงไม่ควรแปลกใจหรือตกใจ กระทั่งเสียใจจนต้องหันมาทำร้ายตัวเอง คุณควรรู้ให้เท่าทันว่า ชีวิตก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่แน่ – ไม่ได้ดั่งใจ – ไม่มีอะไรสมบูรณ์

ภาวะไตรลักษณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นกับคนทั้งโลก ความทุกข์ที่คุณพบอยู่นั้น คนทั้งโลกเขาก็เจอมาแล้วเหมือนกัน แต่ทำไมเขาจึงไม่คิดทำร้ายตัวเอง ขอเพียงคุณ “ทำใจ” ยอมรับความจริงให้ได้ แล้วมองว่าแฟนจากไปเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ของชีวิตอย่างหนึ่ง หากคุณเข้าใจและทำใจให้สอดคล้องกับความจริงของโลกและชีวิตได้ตามที่กล่าวมา แล้ว ความคิดที่ว่าจะฆ่าตัวตายก็หายไปโดยอัตโนมัติ จริงอยู่ แม้มันอาจจะหายช้าไปสักหน่อย แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่าการฆ่าตัวตายอย่างไม่มีทางเทียบกันได้เลย

 

ที่มา : นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily

ภาพ : www.pexels.com


บทความน่าสนใจ

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : ทำอย่างไรไม่ให้รู้สึกแย่กับ คำวิพากษ์วิจารณ์ ของคนอื่น

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : ฟุ้งซ่าน อยู่คนเดียวไม่ได้ ทำอย่างไรดี

10 วิธีดึงสติ แบบเร่งรัด

ข้อคิดเรียกสติ จาก หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย

 

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.