หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน คือการใช้ AI ไม่ว่าจะเป็นในแง่การทำงาน หรือการไลฟสไตล์ ในขณะที่บางคนใช้เป็นเพื่อนคุยแก้เหงา ปรึกษาปัญหาใจ จนเป็นเหตุให้สงสัยว่า การใช้ AI ปรึกษาสุขภาพจิต นั่นปลอดภัยจริงหรือเปล่านะ แล้วเราควรจะคุยกับ AI ปรึกษาปัญหาชีวิตได้ไหม ซึ่งเรื่องนี้แอดตอบเองไม่ได้แน่ๆ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญ ดร. กุลวดี ทองไพบูลย์ นายกสมาคมนักจิตวิทยาคลินิก เป็นผู้ให้คำตอบกับเรื่องนี้
สารบัญ
- ประโยชน์ของ AI กับ ปัญหาสุขภาพจิต
- ความเสี่ยงของ AI ด้านสุขภาพจิต
- คำแนะนำในการใช้ AI ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต
- Q&A ถามตอบปัญหาเรื่อง AI กับสุขภาพจิต
ประโยชน์ของ AI กับ ปัญหาสุขภาพจิต
AI ไม่เพียงเป็นที่ปรึกษาเรื่องงาน หรือเพื่อนคลายเหงาอีกต่อไป เพราะด้วยศักยภาพ และความสามารถของ AI ดร. กุลวดี สรุปแนวทางการใช้ AI ที่ช่วยในเรื่องของสุขภาพจิตได้ออกมาค่ะ
- ช่วยจัดระเบียบความคิด AI จะช่วยจัดระเบียบความคิดที่กระจัดกระจาย ฟุ่งซ่านอยู่ในหัว ให้เป็นระบบมากขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ที่อาจมักเกิดปัญหาเรื่องการคิดซ้ำๆ วนๆ ได้
- AI ช่วยจับประเด็น และให้มุมมองใหม่ๆ หลายๆ ครั้งที่เราคุยกับ AI เราจะได้มุมมองใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึง และสำหรับการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตเองก็เช่นกัน ซึ่งการได้มุมมองเหล่านี้ จะช่วยให้ลดความเครียด และความสับสนลงได้
- ช่วยสำรวจตัวเองเบื้องต้น หนึ่งในแนวทางของนักจิตบำบัด คือชวนให้เราลงไปสำรวจความคิดของตัวเอง เพื่อค้นหาปัญหา หรือสิ่งที่ต้องการ การใช้ AI ปรึกษาสุขภาพจิตก็เช่นเดียวกัน ที่ AI จะช่วยเราสำรวจตัวเองเบื้องต้น โดยแชทบอทหลายๆ แหล่ง ที่สร้างขึ้นเพื่อปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต จะทำหน้าที่พาเราสำรวจอารมณ์ และความคิดเบื้องต้น เช่น ถามความรู้สึกประจำวัน ทำให้เราได้ตระหนักรู้ในตัวเอง
- ช่วยแนะนำจัดการความเครียดเบื้องต้นได้ เราสามารถสอบถาม AI ให้แนะนำการจัดการความเครียดได้ เช่นการฝึกหายใจ ซึ่งข้อดีคือ เป็นวิธีที่มีแหล่งอ้างอิงข้อมูล ให้เราเช็กความน่าเชื่อถือได้อีกด้วย
- เป็นผู้รับฟังที่ดี บางครั้งปัญหาสุขภาพจิต ก็เกินจากการที่เราไม่รู้จะระบายให้ใครฟัง การพูดคุยกับ AI ไม่เพียงจะได้ผู้ฟังที่ดี แต่ยังให้กำลังใจได้อีกด้วย ทำให้รู้สึกเหมือนได้ระบาย ซึ่งในกรณีนี้ จะช่วยบรรเทาความรู้สึกที่ต้องแบกรับไว้คนเดียวลงได้

ความเสี่ยงของ AI ด้านสุขภาพจิต
จากข้อดีของการใช้ AI มาถึงอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องรู้ นั่นคือ ข้อควรระวังในการใช้ AI ปรึกษาสุขภาพจิต เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม AI ยังคงเป็นเพียงเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิต แต่ก็ยังไม่สามารถนึกคิดได้เท่าทัน ความคิดของคนอยู่ดี
- AI ไม่เข้าใจความซับซ้อน และลึกซึ้งของมนุษย์ แม้ AI ดูเหมือนจะรอบรู้และตอบคำถามต่างๆ ได้มากมาย แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจความลึกซึ้งของอารมณ์มนุษย์ได้อย่างแท้จริง แม้จะใช้คำพูดที่ดูเหมือนให้กำลังใจเราอยู่ก็ตาม
- อาจจะกำลังเออออ โดยไม่มีการห้าม หรือเตือน สิ่งหนึ่งที่มักทำให้คนตกหล่ม AI คือ มักจะมาพร้อมคำเออออ อวย หรือ เยินยอ จนทำให้ปัญหาที่มีอยู่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี
- AI ไม่ได้ถูกฝึกให้ยึดหลัก “Do no harm” หนึ่งในหลักการของนักจิตวิทยา และนักจิตบำบัดคือ “Do no harm” ซึ่งเป็นหลักสำคัญ ที่ว่า ห้ามทำร้าย หรือก่อให้เกิดอันตรายกับผู้รับคำปรึกษา อีกทั้ง AI ไม่ได้มีจริยธรรม และรับผิดชอบเหมือนจิตแพทย์ หรือนักจิตบำบัด จึงคาดหวังให้ AI ปฏิบัติตามหลักได้อย่างสมบูรณ์ไม่ได้
- เสพติด AI การได้พูดคุยกับ AI เป็นประจำ อาจทำให้เกิดการเสพติด AI ได้ง่าย ทำให้ผู้ใช้ไม่อาจหยุดการพูดคุยได้ และอาจทำให้ปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้รับการแก้ไข
- AI ไม่เหมาะกับแผลทางใจที่รุนแรง สำหรับผู้ที่มีบาดแผลทางใจที่รุนแรง หรือมีอาการของโรคซึมเศร้า ที่อาจนำไปสู่การสูญเสีย ได้ ซึ่งในกรณีที่รุนแรงควรต้องปรึกษาจิตแพทย์ หรือนักจิตบำบัด ที่สามารถให้การบำบัด หรือกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
กรณีศีกษา : จากประเด็นที่ AI มันมีแนวโน้วบทสนทนาไปในทิศทางของการ “เออออ” สนับสนุนความคิดของผู้ใช้งาน ม่มีการห้ามหรือทัดทานใด จึงทำให้เคยเกิดกรณีเศร้าถึงแก่ชีวิตในประต่างเทศมาแล้ว โดย เคยมีวัยรุ่นที่พูดคุยกับแชตบอต และมีการปรึกษาเรื่องของการฆ่าตัวตาย รวมถึงมีบทสนทนาที่เชื่อได้ว่า เป็นการชักจูงให้ฆ่าตัวตาย และสุดท้ายก็เกิดการสูญเสียขึ้นจริงๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่เหตุการณ์ในรูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว
จึงทำให้การปรึกษา AI ในเรื่องของบาดแผลทางใจที่รุนแรง หรือมีภาวะซึมเศร้าเป็นเรื่องที่อันตราย

คำแนะนำในการใช้ AI ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต
ผู้ใช้ AI ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ควรศึกษาข้อมูลการใช้ และตระหนักรู้เสมอว่านี้ไม่ใช่การช่วยเหลือทางจิตวิทยา รวมถึงรู้ความหนักเบาของปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อกำหนดขอบเขตการปรึกษา และบอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่ใช่ในการตัดสินใจแทนตัวเอง
นอกจากเรื่องของการตระหนักรู้ต่างๆ แล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือ การเข้าถึงนักจิตวิทยา หรือนักจิตบำบัด โดยไม่ต้องรอให้ปัญหารุนแรง หรือกินพื้นที่ความรู้สึกในชีวิต แต่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะติดต่อผ่านศูนย์ให้คำปรึกษาที่มีนักจิตวิทยาคลินิก หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323
Q&A ถามตอบปัญหาเรื่อง AI กับสุขภาพจิต
Q : ใช้ AI ปรึกษาปัญหาชีวิตดีไหม
A : ได้ เพื่อเป็นการจัดระเบียบความคิด ตกตะกอนความคิดที่ฟุ่งซ่าน รวมถึงระบายเรื่องราวในใจที่พบเจอในชีวิตประจำวัน
Q : คุยกับ AI แทนนักจิตวิทยาได้ไหม
A : อย่าใช้แทน แต่ให้ใช้เพื่อแนะนำเบื้องต้น รวมถึงเป็นที่รับฟัง แต่หากมีปัญหาใหญ่จริงๆ หรือความเครียด ควรปรึกษา นักจิตวิทยา หรือนักจิตบำบัด เพื่อช่วยหากทางแก้ไขปัญหา
Q : AI ช่วยลดความเครียดได้จริงไหม
A : ได้จริง เพราะ AI จะช่วยแนะนำวิธีคลายเครียดต่างๆ ให้ ซึ่งเป็นวิธีที่มีแหล่งที่มาค่อนข้างชัดเจน
Q : ข้อดีข้อเสียของการใช้ AI ด้านสุขภาพจิต
A : หากมีภาวะซึมเศร้า หรือเป็นบาดแผลทางใจขนาดใหญ่ ไม่ควรปรึกษากับ AI ควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า แต่ถ้าเป็นปัญหาเล็กน้อย ระหว่างวัน อยากระบายแต่ไม่รู้จะพูดกับใคร AI จะเป็นตัวเลือกที่ดี
Q : AI กับการดูแลใจ ต่างจาก therapist ยังไง
A : ต่างกันอยู่แล้ว เพราะยังไง นักจิตวิทยา และนักจิตบำบัดก็เป็นคน เข้าใจความซับซ้อน ลึกซึ้ง ของมนุษย์ได้ดีกว่า คำแนะนำที่ให้จึงดีและปลอดภัยกว่าการปรึกษากับ AI ในขณะที่ AI จะเน้นที่วิธีการแก้ที่ปลายเหตุ หรือการสำรวจตัวเองในเบื้องต้น ซึ่งบางครั้งอาจไม่เพียงพอ
บทความนี้ไม่ได้เขียนด้วย AI นะคะ ^_^
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ดูแลใจ – กาย วัยเดอะแบก หยุด เบิร์นเอาท์ ฉบับ นุ่น – เขื่อน
ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ แก้ จบปัญหา เครียดสะสม
รู้จัก รับมือได้ ก่อน ป่วยจากความเครียด จะทำสุขภาพพัง
ติดตามชีวจิตได้ที่