สุขภาพดีแบบองค์รวม ทำได้ไม่ยาก ฉบับ นายแพทย์ประเวศ วะสี
เนื่องด้วยข่าวการสูญเสีย นายแพทย์ประเวศ วะสี ที่ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 93 ปี บุคลากรคนสำคัญของการแพทย์ไทย วันนี้ชีวจิต จะชวนทุกท่านไปรำลึกถึงท่าน ผ่านบทสัมภาษณ์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จากนิตยสารชีวจิต ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ บทสัมภาษณ์นี้ก็ยังคงช่วยให้เราการดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก
ในยุคที่เต็มไปด้วยแกตเจตและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงอาหารเสริม และวิตามิน จึงมีหลายคนคิดว่าการจะมีสุขภาพที่ดีได้ ต้องใช้เงินเยอะ แต่สำหรับ นายแพทย์ประเวศ หรือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี นั่นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เงินไม่ต้องเยอะ ที่ต้องใช้คือ ใจ
สารบัญ
เปลี่ยนแนวคิด ดูแลสุขภาพ
ออกกำลังกายยังไง ให้สุขภาพดี
สุขภาพจิตดี ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
สมุดจดความดี ช่วยใจฟู
“หากสุขภาพเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต โลกจะดีกว่านี้”
ถ้อยคำอันราบเรียบ แต่ทรงพลังนี้ นายแพทย์ประเวศ วะสี ประธานได้กล่าวไว้ โดยท่านอธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ในปัจจุบัน
โลกไม่ได้ยกให้สุขภาพเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตและการพัฒนา แต่กลับมองหาสิ่งอื่น เช่น กำไรสูงสุด (Maximum Profit) แทน ซึ่งหากพิจารณาดี ๆ แล้วสุขภาพต่างหากที่มีความสำคัญ จนมีคำกล่าวที่ว่า “Health is the whole.” หรือสุขภาพอยู่ในทุกอย่าง ทั้งสภาพสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เช่น หากเรามีสุขภาพไม่แข็งแรง คุณภาพชีวิตก็จะต่ำ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง การพัฒนาในระดับสังคมและประเทศชาติก็จะเชื่องช้าไปด้วย เป็นต้น
ดังนั้นคนเราจึงควรมีสุขภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เพื่อนำมาสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์ อันได้แก่ กายสมบูรณ์ จิต สมบูรณ์ และปัญญาสมบูรณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำความสุขมาให้เรา
“หากเรามองถึงราคาค่างวดจะพบว่าการที่เราสร้างเสริมสุขภาพให้สมบูรณ์นั้นมีต้นทุนที่น้อยกว่าการรักษาร่างกายที่เสื่อมสภาพและความเจ็บป่วยให้กลับมาเหมือนเดิม ดังนั้นเราจึงควรเลือกที่จะดูแลสุขภาพ ดีกว่าไปรักษาตอนที่ป่วยเสียแล้ว ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นเราจำเป็นต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่าหลายเท่าครับ”
และนี่เองคือที่มาของคำว่าสุขภาพดีราคาถูก ซึ่งท่านได้ให้แนวทางไว้ 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ กาย จิต และความคิด

ออกกำลังกายยังไง ให้สุขภาพดี
นายแพทย์ประเวศกล่าวว่า ตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นถูกสร้างมาเพื่อใช้พละกำลังและออกกำลังกาย บรรพบุรุษแต่ก่อนกาลเราเดินทางไกล เข้าป่าล่าสัตว์เพื่อดำรงชีพ ได้ใช้ร่างกายตามสัดส่วนที่ธรรมชาติสร้าง แต่ในปัจจุบันเมื่อความเจริญและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญ มนุษย์มีความสะดวกสบาย โอกาสออกกำลังกายในชีวิตประจำวันลดลง
ร่างกายจึงอ่อนแอและเจ็บป่วยได้ง่าย
“การออกกำลังกายคือการคงสภาพร่างกายให้เป็นปกติครับ หากเราปฏิบัติทุกวันอวัยวะทุกส่วนจะทำงานตามปกติ ดูสิ มีสรรพคุณมากมาย ทำได้ง่าย ๆ ไม่เสียเงิน ผมจึงยึดเป็นกิจกรรมหลักในการดูแลตนเอง”
การออกกำลังกายนั้นเหมาะกับทุกคน ไม่ว่าจะแข็งแรงหรือป่วยไข้ เพราะช่วยให้หัวใจ ปอด และกระดูกแข็งแรง หากเล่นให้ถึงจุดพีค (Peak) ก็คือจุดที่หัวใจเต้นเร็วและรู้สึกเหนื่อย อีกประการคือ ช่วยปรับสมดุลของสารในสมอง ช่วยเผาผลาญน้ำตาล จึงควบคุมโรคเบาหวานได้ด้วย และมีโอกาสเป็นโรคติดเชื้อน้อยลงเพราะมีภูมิคุ้มกันที่สมบูรณ์
สำหรับคนทั่วไป อาจารย์ประเวศแนะนำการวิ่งจ๊อกกิ้ง ซึ่งตัวท่านนั้นปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอตั้งแต่สมัยหนุ่ม เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง เพียงวิ่งวันละประมาณ 30 – 45 นาที นอกจากจะช่วยให้ระบบภายในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกพอเหมาะอย่างการวิ่งเหยาะ ๆ นี้จะช่วยให้กระดูกแข็งแรง ห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
สุขภาพจิตดี ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
สมองของมนุษย์นั้นชอบจำเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี ข้อนี้อาจารย์ประเวศอธิบายว่าในสมองนั้นมีส่วนที่เรียกว่าฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมเรื่องความจำ และข้าง ๆ กันคืออะมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมเรื่องของอารมณ์โกรธ กลัว และเกลียด ดังนั้นมนุษย์จึงคิดถึงในสิ่งร้าย ๆ ได้ง่าย การบริหารจิตและความคิดจึงเป็นอีกตัวช่วยที่จะทำให้เราอยู่อย่างมีความสุข
“เราควรเริ่มจากการเจริญสติ สมาธิ และปัญญา เพราะจะทำให้เราสงบและสบายขึ้นหัวใจจะเต้นช้าลง ความดันโลหิตก็จะเป็นปกติ สมองดี จนนำมาสู่การเรียนรู้
“จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินได้ทดลองฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม กลุ่มแรกฝึกเจริญสติอย่างต่อเนื่อง อีกกลุ่มไม่ได้ฝึก พบว่าสารที่นำภูมิคุ้มกันเกิดประสิทธิผลต่อกลุ่มที่เจริญสติมากกว่า”
ดังนั้นการฝึกจิตจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังนำสารก่อสุขหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ เอนดอร์ฟิน (Endorphin) ทำให้เกิดความสุขที่ประณีต ซึ่งอาจารย์ได้ให้คำแนะนำตามแนวทางที่ตนปฏิบัติเป็นประจำไว้ว่า
“ผมจะหาเวลาทำสมาธิ วิปัสสนา เดินจงกรม ให้จิตตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน นำสติสมาธิ และปัญญามาสู่เรา และที่สำคัญ
คือ การฝึกคิดเรื่องดี ๆ ทั้งกับตัวเราและคนรอบข้างครับ
“เพราะความทุกข์เกิดจากความคิด หากเราไม่คิด เราจะไม่ทุกข์ การฝึกให้อภัย มีความเมตตา และเผื่อแผ่ความรักนั้น ช่วยให้ผมใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุขมากกว่าใช้เหตุผล เพราะหากต่างคนต่างมีเหตุผล ทะเลาะกันวันนี้ วันไหนก็ไม่จบ หากเราปล่อยวางคิดถึงเรื่องดี ๆ ของผู้อื่นบ้าง ก็จะเกิดปีติแก่ตัวเราเอง ผมลองปฏิบัติดูแล้วได้ไปถึงจุดที่เกิดความสุขจริง ๆ จึงเข้าใจชัดเจนว่าของแบบนี้ไม่ลองไม่รู้หรอกครับ”
สมุดจดความดี ช่วยใจฟู
อาจารย์ประเวศแนะนำวิธีคิดเรื่องดีๆ อย่างง่ายโดยการหาสมุดโน้ตหนึ่งเล่ม แล้วบันทึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับเราในแต่ละวันต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยมากก็จงเขียนลงไป เนื่องจากมนุษย์ชอบเก็บเรื่องร้ายมาคิด แล้วมองข้ามเรื่องดี ๆ ไป หากเราจดบันทึกไว้จะช่วยให้เรารับรู้ได้ว่า วันหนึ่งเกิดเรื่องดี ๆขึ้นตั้งมากมาย ช่วยให้มีพลังความคิดที่เป็นบวกและเกิดความสุขขึ้นได้
เช่นเดียวกันในระดับองค์กร แทนที่จะประชุมหาข้อผิดพลาดหรือจุดด้อยของบริษัทอยากให้ลองมานั่งคุยกัน หยิบยกเรื่องดี ๆ ของบริษัทขึ้นมาพูดบ้าง โดยให้แต่ละคนนำเสนอข้อดีขององค์กรมาคนละอย่างสองอย่าง สิ่งนี้เรียกว่า สุนทรียสาธก (Appreciative Inquiry) จะช่วยสร้างพลังบวกแก่บุคลากร ช่วยให้การทำงานในองค์กรเกิดพลังมากขึ้น
และนี่เอง เทคนิคการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ ที่ไม่ใช่ต้องใช้แกตเกจราคาแพง หรือเข้าคอร์สราคาโหดของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี
ที่มา
นิตยสารชีวจิต
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
เช็ก ประกันสังคม 2569 และบัตรทอง 30 บาท มีอะไรบ้าง ตรวจอะไรได้บ้าง
ยั่งยืนตั้งแต่ดินถึงใจ Hanada Organic Farm
มาแล้ว! แจกสูตรตาราง เมนูอาหารลดน้ำหนัก ใน 1 เดือน อยากสวย สุขภาพดี
ติดตามชีวจิตได้ที่