โรคNCDs WFH ปวดหัว

WFH ทำคนไทยเสี่ยง โรคNCDs เพิ่มขึ้น แนะออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ช่วง WFH ทำคนไทยเสี่ยง โรคNCDs

ที่ผ่านมา ในช่วงล็อคดาวน์ ทำให้หลายหน่วยงานให้พนักงาน Work From Home ทำให้หลายคนมีกิจวัตรประจำวัน คือนั่งทำงานอยู่หน้าจอ จนทำให้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย สั่งอาหารเดลิเวอรีทั้งอาหารหวาน มัน เค็มมารับประทาน ทำให้เกิดความเสี่ยง โรคNCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อ้วนลงพุง ไขมันพอกตับได้ โดยในช่วงที่ผ่านมามีสถิติคนที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 2 – 3 เท่า แม้จะผ่อนคลายล็อกดาวน์แล้ว ก็ต้องไม่คลายความฟิตเพื่อสุขภาพที่ดี

ไม่ติดโควิด แต่ป่วยNCDs

พญ.ชนันภรณ์ วิพุธศิริ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า เพราะการ Work From Home ในช่วงล็อคดาวน์ทำให้หลายคนอยู่แต่บ้าน ไม่ได้ออกกำลังกายและควบคุมอาหารการกิน ทำให้มีความเสี่ยงมากมายในการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น 1.เบาหวาน การทานอาหารหรือผลไม้ที่ให้ความหวานในปริมาณมากโดยไม่รู้ตัวและการออกกำลังกายที่น้อยลง โดยในช่วงแรกอาจเป็นเบาหวานแฝง คือมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ มีความเสี่ยงสูง แต่ยังไม่เป็นเบาหวาน ต้องรีบปรับพฤติกรรม โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นการระวังและป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ 2. ความดันโลหิตสูง การที่ความดันเลือดสูงมากกว่าปกติ อาจไม่แสดงอาการแต่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ หลายคนทานอาหารรสเค็มมากขึ้น รวมถึงการปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี  ถ้าปล่อยให้น้ำหนักขึ้นครั้งละ 3 – 5 กิโลกรัมอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ความยืดหยุ่นของเส้นเลือดลดลง จนเป็นความดันโลหิตสูงได้ 3.อ้วนลงพุง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เมื่อมีการรับประทานอาหารที่มีไขมันและความหวานเพิ่มขึ้น เช่น เบเกอรี ขนมหวาน กะทิ หนังไก่ มันหมู แล้วไม่มีมีการออกกำลังกายหรือออกกำลังกายน้อยลง ทำให้แคลอรี่ที่ได้รับมากกว่าที่ใช้ จนเกิดภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ 4.ไขมันพอกตับ คือ ภาวะที่การสะสมของไขมันซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไขมันไตรกลีเซอไรด์และเปลี่ยนเป็นกรดไขมันไปสะสมที่ตับ มักจะไม่แสดงอาการชัดเจน การกินของหวาน ๆ มัน ๆ ของทอด หรือออกกำลังกายลดลง ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสไขมันพอกตับ ส่วนใหญ่ตรวจเจอเมื่อตรวจสุขภาพประจำปี 

เบาหวาน โรคNCDs

ออกกำลังกายกันเถอะ

การออกกำลังกายที่น้อยลง ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลงด้วย ดังนั้นแม้จะอยู่ในบ้านควรออกกำลังกายเพื่อรักษาระบบเผาผลาญให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ เช่น การเดินเป็นวงกลมหรือเลขแปดภายในบ้าน การเปิดเพลงเต้นแอโรบิคอย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือการวิ่ง ปั่นจักรยาน จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้เพิ่มขึ้น ควรออกกำลังกายอย่างน้อย ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้มากในแต่ละวัน เลือกรับประทานโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ อกไก่ เนื้อปลา เต้าหู้ เป็นต้น และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7 – 8 ชั่วโมง ออกกำลังกายระดับปานกลาง ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ๆ กระโดดเชือก ฯลฯ หากสามารถทำท่าสควอชหรือแพลงก์ได้ ควรทำ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ท่าสควอช ทำโดยกางขาสองข้างให้ระยะห่างเท่าช่วงไหล่ ย่อเข่าลงไม่ให้หัวเข่าเลยปลายเท้า มุมเข่า 90 องศา ยื่นแขนมาข้างหน้าให้ทรงตัวได้แล้วลุกขึ้น เกร็งหน้าท้อง ยืดตัวขึ้นนับเป็น ครั้ง ท่าแพลงก์ ทำโดยตั้งข้อศอกให้ชันกับพื้น ยกลำตัวเป็นเส้นตรงขนานกับพื้น ค้างไว้ 30 วินาที ผู้สูงอายุแนะนำให้เดินอย่างน้อย 15 นาที เช้า – เย็น แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 25 – 30 นาที

แพลงก์ โรคNCDs

ในผู้ป่วยเบาหวาน ควรต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเช่นกัน ควรพบแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง โดยแพทย์จะพิจารณาจากระดับน้ำตาล หากผู้ป่วยรักษาระดับน้ำตาลได้ดีอาจจะนัดพบแพทย์ทุก 3 เดือน แต่ถ้าระดับน้ำตาลสูงอาจจะต้องนัดทุก 1 – 2 เดือน เลือกรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เลี่ยงการทานของหวาน รับประทานผลไม้ได้ประมาณ 1 – 2 ส่วนต่อมื้อ ดื่มน้ำเปล่าให้ได้ประมาณ ลิตรหรือ 12 แก้วต่อวัน ควบคุมน้ำหนักและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นอย่างยิ่งในการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID – 19 เพื่อลดความรุนแรงหากได้รับเชื้อ โดยผู้ป่วยเบาหวานที่หายจาก COVID – 19 สามารถออกกำลังกายได้หลังจากหายแล้ว 4 – 6 สัปดาห์

การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะล็อกดาวน์หรือคลายล็อกดาวน์ต้องฟิตให้แข็งแรงอยู่เสมอ ที่สำคัญต้องสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้บ่อย เว้นระยะห่าง เลี่ยงการไปในที่แออัด ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ถ้ามีอาการผิกปกติควรพบแพทย์ทันที

(ที่มา : โรงพยาบาลกรุงเทพ)


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

7 ประโยชน์ “ผลไม้ตระกูลส้ม” เพิ่มภูมิสู้ไวรัส ต้าน NCDs

5 สมุนไพร ป้องกันโรค NCDs

5 เคล็ดลับต้าน โรคNCDs แสนง่าย ทำตามได้ทุกคน

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.