ลดความอ้วน, ลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ, ลดน้ำหนัก

บอกลายาลดอ้วน แล้วลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ

ลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ ต้องทำอย่างไร เรามีประสบการณ์ตรงจากสาวไซส์แอลมาบอก

ลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ จากประสบการณ์ของ หญิงสาวที่กินยาลดความอ้วนเป็นวัฏจักรนานหลายปี จนสุขภาพย่ําแย่ แต่ปัจจุบันเธอตัดสินใจโยนยาลดความอ้วนทิ้ง แล้วหันมาเลือกกินอาหารที่ไม่เพิ่มพูนไขมันและหมั่นออกกําลังกาย จนได้เป็นเจ้าของรูปร่างสวยสุขภาพดีในที่สุด

คุณอรรยา ติกปัญญาวงศ์ หรือคุณผึ้ง (อายุ 34 ปี) สาวร่างเล็กกะทัดรัด เจ้าของประสบการณ์สุขภาพ ที่ใครจะเชื่อว่าเธอเคยเป็นสาวไซส์เอกซ์แอล น้ําหนักถึง 64 กิโลกรัม

ยิ่งกว่านั้นยังเคยกินยาลดความอ้วนเป็นวัฏจักรนานหลายปีจนสุขภาพย่ําแย่มาแล้ว ปัจจุบันเธอจึงตัดสินใจโยนยาลดความอ้วนทิ้งหันมาเลือกกินอาหารที่ไม่เพิ่มพูนไขมันและหมั่นออกกําลังกาย จนได้เป็นเจ้าของรูปร่างสวยสุขภาพดีในที่สุด

สาวน้อยตัวกลมผจญยาลดความอ้วน

คุณผึ้งเป็นคนกินเก่งมาก กิจวัตรที่เธอทําได้ทั้งวันแบบไม่รู้เบื่อคือการนั่งดูโทรทัศน์พร้อมกับหยิบขนมใส่ปาก แถมแม่ของเธอยังชอบซื้อขนมและอาหารต่างๆ เตรียมไว้ให้ ส่งผลให้น้ําหนักเพิ่มขึ้นจนรูปร่างเปลี่ยนจากสาวตัวเล็กผอมบางกลายเป็นสาวร่างอวบ แต่นั่นก็ไม่ทําให้เธอคิดจะลดน้ําหนัก เพราะมีความสุขกับการกิน และคิดว่าการมีรูปร่างอวบอ้วนไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เธอจึงกินตามใจปากเรื่อยมา
ตอนเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีสี่เธอหนักถึง 59 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับส่วนสูง (146 เซนติเมตร) ถือว่าอ้วนมาก คุณผึ้ง เล่าให้ฟังว่า “เริ่มรู้สึกอึดอัดตัวเอง เดินไปไหนก็มีแต่คนมอง แต่งตัวยาก อยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ ก็ใส่ไม่ได้ ทําให้เราเริ่มอยากลดน้ําหนัก”
ลดความอ้วน, ลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ, ลดน้ำหนัก
กินอาหารที่ไม่เพิ่มพูนไขมันและหมั่นออกกําลังกาย เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ
ตอนนั้นเธอคิดแต่อยากให้ผอมเร็วๆ เมื่อเห็นเพื่อนกินยาลดความอ้วนแล้วได้ผลทันใจจึงลองบ้าง โดยไม่คํานึงถึงผลเสียที่จะเกิดกับสุขภาพ เธอกินยาลดความอ้วนอยู่ 2
เดือน ซึ่งช่วยลดน้ําหนักได้ถึง 9 กิโลกรัม แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือใต้ตาคล้ํา ใบหน้าโทรมมาก เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ชอบทําอะไรซ้ําๆ เหมือนย้ําคิดย้ําทํา รู้สึกเหมือนตนเองล่องลอยอยู่ในภวังค์ ไม่รู้สึกหิว จึงไม่อยากกินอะไรทั้งสิ้น ความผิดปกติดังกล่าวไม่ได้ทําให้เธอเข็ดขยาดต่อยาลดความอ้วนแต่อย่างใด หนําซ้ํายังกินบ้างหยุดบ้างเป็นเวลา 2-3 ปี โดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการกินและไม่ออกกําลังกาย เพราะเชื่อว่ายาลดความอ้วนจะช่วยทําให้รูปร่างดีได้ แต่เธอคิดผิด เพราะน้ําหนักกลับเพิ่มขึ้นเป็น
64 กิโลกรัม! คุณผึ้งจึงเรียนรู้ว่า การกินยาลดความอ้วนไม่ได้ช่วยลดน้ําหนักอย่างถาวร แถมทําให้เสียสุขภาพ มิหนําซ้ํายังถูกคนรอบข้างแซวว่าขนาดกินยาลดความอ้วนแล้วยังไม่ผอม สงสัยชาตินี้คงอ้วนไปตลอดชีวิต ทําให้เธอเกิดแรงฮึดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สําเร็จ โดยเลือกวิธีลดน้ําหนักที่ถูกต้อง เริ่มจากปรับพฤติกรรมการกิน
ยาลดความอ้วน, ลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ, ลดน้ำหนัก, ลดความอ้วน
กินยาลดความอ้วน จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ดูโทรม สมองทำงานไม่ปกติ

สลัดไขมันทิ้ง ด้วยเมนูสุขภาพ

คุณผึ้งเข้าเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อหาข้อมูลในการลดน้ําหนัก ซึ่งเริ่มจากควบคุมปริมาณอาหาร งดกินของหวาน อาหารไขมันสูง น้ําอัดลม และดื่มน้ําเปล่าให้มากๆ ก่อนกินอาหารจะดื่มน้ําเปล่าก่อน 2 แก้ว เพื่อช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น ซึ่งช่วงแรกของการลดปริมาณอาหารจะรู้สึกโหย ไม่มีแรง แต่พอผ่านไป 1-2 สัปดาห์ก็จะเริ่มชิน คุณผึ้งเลือกกินอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามิน แต่มีไขมันต่ํา ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ําหนักหรือกินเพื่อสุขภาพ ต่างจากอาหารที่เธอกินตอนอ้วนอย่างสิ้นเชิง
“ผึ้งเน้นกินผัก ผลไม้ เนื้อปลา และเปลี่ยนเป็นกินข้าวกล้อง แทนข้าวขัดขาว เพราะมีใยอาหารและวิตามินสูง ทําให้อิ่มนาน”
เมนูอาหารมื้อเช้าคือ ขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น กล้วยหอม 1 ผล และนม 1 แก้ว หรือโจ๊กข้าวโอ๊ต กลางวันเป็นข้าวกล้อง 1 ทัพพี กับแกงจืดผักใส่เนื้อปลาหรือ สุกี้น้ําใส่เนื้อปลาและผัก ส่วนอาหารเย็นเป็นสลัดผักหรือส้มตํากับปลานึ่ง หากรู้สึกหิวจะกินผลไม้ไม่หวาน เช่น ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ล ส้ม ฝรั่ง มะละกอ และโยเกิร์ตไขมันต่ําหรือนมถั่วเหลือง
ใน 1 สัปดาห์จะกินตามใจชอบได้ 1 วัน เพื่อไม่ให้เครียดกับการจํากัดอาหารมากเกินไป ผ่านไป 1 เดือน น้ําหนักลดลง 4 กิโลกรัม ทําให้เธอรู้สึกดีใจมากและมีกําลังใจในการลดน้ําหนักต่อ

ออกกําลังกาย ยาขนานเอก

ภายใน 6 เดือน จากน้ําหนัก 64 กิโลกรัม ลดเหลือ 55 กิโลกรัม แต่กลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างอย่างชัดเจน แถมมีคนมาทักว่า “นี่ลดแล้วเหรอ ไม่เห็นจะผอม
ลงเลย” ทําให้เธอรู้สึกแย่มาก และคิดว่าการควบคุมอาหารอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงเพิ่มการออกกําลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับจะได้ดูตัวเล็กลง เธอจึงซื้อเครื่องออกกําลังกายมาไว้ที่บ้าน แต่เล่นไม่ถึงเดือนก็เริ่มเบื่อ เพราะรู้สึกว่าใช้เวลานานกว่าจะผ่านไปแต่ละนาทีทําให้ท้อและไม่อยากออกกําลังกายต่อ และเนื่องจากแถวบ้านคุณผึ้งมีลานสอนเต้นแอโรบิกฟรี เธอจึงสนใจและลองไปเต้นดู
“ตอนแรกรู้สึกอายค่ะ เพราะเต้นไม่เป็นเลย เหนื่อยง่ายมาก เต้นไม่ถึง 10 นาทีก็เริ่มหมดแรงแล้ว เผอิญเห็นคุณป้าท่านหนึ่งอายุรุ่นเดียวกับแม่เราเต้นอยู่ข้างหน้าด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ท่านอายุมากแล้วยังเต้นเก่งกว่าเราอีก ทําไมเราไม่อดทนเลย นั่นจึงเป็นแรงใจให้ผึ้งเต้นต่อจนจบเพลงค่ะ”
เมื่อเอาชนะใจตัวเองได้แล้วเธอยังพบว่าการเต้นแอโรบิก เป็นการออกกําลังกายที่สนุกสนานเพลิดเพลินและได้เพื่อนใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพเช่นกัน คุณผึ้งเต้นแอโรบิกครั้งละ 50 นาที เป็นประจําทุกวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ซึ่งช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย เหมือนเมื่อก่อน และก่อนนอนเธอจะยกเวตข้างละ 1 กิโลกรัมพร้อมกันทั้งสองข้าง โดยยกเป็นเซตๆ ส่วนวันอาทิตย์จะงดออกแรงเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย คุณผึ้งบอกว่า“การยกเวตช่วยให้กล้ามเนื้อแขนกระชับขึ้นมาก ทําให้ต้นแขนดูเล็กลง”
นอกจากนี้เธอยังออกกําลังกายเพิ่มด้วยการหมุนจานทวิสต์ ซิตอัพ และปั่นจักรยานอากาศ ซึ่งเป็นท่าบริหารร่างกายง่ายๆ สามารถทําได้ที่บ้าน ช่วยให้เอว หน้าท้อง และต้นขากระชับขึ้น ผลของการออกกําลังกายอย่างสม่ําเสมอช่วยให้คุณผึ้งมีกล้ามเนื้อที่กระชับ รูปร่างได้สัดส่วน และมีสุขภาพแข็งแรงในที่สุด

บทความอื่นที่น่าสนใจ
หลังออกกำลังกาย ต้องคูลดาว์นอย่างไร

สามารถติดตาม ชีวจิต ในช่องทางอื่นๆ ได้ที่

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.