จิตดวงสุดท้าย

ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ดวงจิตที่มีสติมาบล็อกมากั้น ด้วยอำนาจของการตั้งสติกำหนดจิตให้ผ่องใส บริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อของกิเลสมาแปดเปื้อนในช่วงจิตดวงสุดท้ายนั้น เมื่อจิตดับลงแล้วย่อมไปเกิดในสุคติภูมิ ถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้คุณสมบัติพิเศษ เรียกว่า “ติกขบุคคล” ซึ่งประกอบด้วยไตรเหตุ คือมีลักษณะ 3 ประการที่พิเศษกว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ได้แก่

1. รูปสวย

2. รวยทรัพย์

3. ไม่อับปัญญา

คุณลักษณะ 3 อย่างนี้ถือว่าเป็นมนุษย์สมบัติอันสมบูรณ์แบบที่ใคร ๆ ก็พึงปรารถนา เพราะถ้ารูปสวย เกิดมารูปร่างหน้าตาดี ตระกูลก็ดี แถมยังรวยด้วย แต่กลับเอ๋อ ติงต๊อง เบ๊อะบ๊ะ จับเจ่า จ๊กมก ซื่อบื้อ นี่ก็ไม่ไหวนะ ปัญญาไม่สัมปยุต แบบนี้หลายคนก็ไม่ปรารถนา หรือถ้าปัญญาดีและรวยด้วย แต่รูปร่างหน้าตากลับดูไม่ได้เลย แบบนี้ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน

คำว่า “รูปสวย” ก็คือ รูปร่างหน้าตาดี สมส่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า ตัวอย่างเช่น เบญจกัลยาณี วิสาขามหาอุบาสิกา เป็นต้น เป็นหญิงที่มีความงาม 5 อย่าง ได้แก่ ผมงาม เนื้องาม (คือ เหงือกและริมฝีปากแดงงาม) ฟันงาม ผิวงาม วัยงาม (คืองามสมวัยในทุกช่วงอายุ) หรืออย่างที่ภาษิตอีสานโบราณได้กล่าวไว้เรื่องเบญจกัลยาณีว่า ต้องเป็นหญิงที่มี “เรือน 3 น้ำ 4” เรือน 3 ก็คือ เป็นผู้ที่รักษาเรือนผม เรือนนอน และเรือนครัวให้สวยงาม ผู้หญิงบางคนรักษาผมสวยสะอาดสะอ้าน ดูดี สวยงาม แต่พอเข้าไปดูเรือนนอน ปรากฎว่าอีรุงตุงนังไปหมด ดูไม่ได้เลย หรือบางคนเรือนผมดูแลดี สอบผ่าน เรือนนอนก็ดูแลดี สะอาดสะอ้านเรียบร้อย แต่พอเข้าไปดูเรือนครัว ร้องไอหยา!เลย เพราะสกปรกรกรุงรัง หม้อ ไห จาน ชามระเกะระกะไปหมด หม้อกับฝาหม้อไม่เคยพอดีกันเลย ผู้หญิงที่เป็นแบบนี้ทางอีสานจะถือว่าราคาตกไปนิดหนึ่ง เพราะไม่ครบเรือน 3

ส่วนน้ำ 4 ก็คือ น้ำจิตน้ำใจ น้ำดื่มน้ำกิน น้ำอาบ และน้ำเต้าปูน กล่าวคือ เป็นคนมีน้ำใจ ไม่บกพร่องในงานบ้าน รู้จักตระเตรียมน้ำดื่มน้ำใช้ไว้ให้คนในครอบครัวและแขกเหรื่อ เพราะคนโบราณไม่มีน้ำประปา เขาจะใช้น้ำจากตุ่ม หลังบ้านจะมีตุ่มอยู่เป็นสิบ ๆ ใบ แม่ศรีเรือนจึงต้องเตรียมหาบน้ำมาใส่ตุ่มไว้ให้เต็มเสมอ เพื่อให้คนในบ้านมีน้ำกินน้ำใช้สะดวกสบาย ส่วนน้ำเต้าปูนก็คือน้ำปูน สำหรับการกินหมาก โบราณเวลาแขกมาบ้าน เจ้าของบ้านจะต้องนำหมากมารับแขก จึงต้องใช้น้ำเต้าปูนมาป้ายที่ใบพลู ซึ่งน้ำปูนนั้นถ้าไม่หมั่นเติมน้ำเรื่อย ๆ ปูนก็จะแห้งใช้ไม่ได้ ดังนั้นแม่ศรีเรือนจึงต้องคอยดูว่าน้ำเต้าปูนแห้งหรือไม่ และคอยเติมน้ำอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้มีน้ำปูนพร้อมสำหรับรับแขก รับผู้หลักผู้ใหญ่ทุกเมื่อ ดังนั้นบ้านไหนน้ำเต้าปูนแห้งก็แสดงว่าลูกสาวหรือลูกสะใภ้บ้านนั้นบกพร่องต่อหน้าที่

ทีนี้ความสำคัญของการเป็นติกขบุคคลก็คือ ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า ติกขบุคคล คือ ผู้ที่ประกอบด้วยไตร เหตุนี้แหละจะเป็นผู้ที่สามารถขึ้นสู่มรรคผลนิพพานได้ในชาตินั้น ๆ ถ้ามาสานต่อบุญเก่าที่เคยทำไว้ด้วยการมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและพบกัลยาณมิตร พบครูบาอาจารย์ที่สามารถบอกกรรมฐานได้อย่างถูกต้อง คอยเอาใจใส่ดูแลประคับประคองอย่างดี  ทั้งนี้เน้นว่าต้องเอาใจใส่ด้วยนะ ไม่ใช่สอนแบบทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ติกขบุคคลที่มีโอกาสได้เรียนรู้และตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมเช่นนี้ย่อมได้บรรลุธรรมอย่างน้อยเป็นพระโสดาบันในชาติปัจจุบัน

เหตุที่ติกขบุคคลบรรลุธรรมได้ก็เพราะเป็นผู้ที่มีบุญถึงพร้อมและมีปัญญามาประกอบ เนื่องจากการบรรลุธรรมนั้นอาศัยปัญญา ฉะนั้นปัญญาต้องสัมปยุต โดยเฉพาะปัญญาทางธรรม เมื่อได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ฟังคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาแล้ว จะเข้าใจได้ง่ายแจ่มแจ้งในหลักธรรมนั้น ๆ และสามารถปฏิบัติตามได้เลย ไม่ใช่ว่าฟังมาตั้ง 20 ปี 30 ปีแล้วก็ยังอึมครึมอยู่ ไม่เคยแจ่มแจ้งสักข้อเดียว เช่นนี้เรียกว่าไม่มีปัญญาทางธรรมสักเท่าไหร่ ติกขบุคคลจะชอบฟังธรรมะ เพราะฟังธรรมแล้วเข้าใจง่าย จึงมุ่งที่จะแสวงหาฟังธรรม ส่วนคนที่ฟังธรรมแล้วง่วงนอน แต่เวลาดูละครแล้วตาแจ้งนั้น ยังไม่ใช่ผู้ที่มีลักษณะของติกขบุคคล

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นติกขบุคคล มาเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ด้วยเหตุสาม แต่หากไม่มีโอกาสได้เข้ามาในทางธรรม ไม่ได้เจอกัลยาณมิตร หรือไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ย่อมไม่มีโอกาสบรรลุธรรม จึงถือว่าโอกาสที่ดีนั้นได้สูญเปล่าไปชาติหนึ่ง ต้องรอโอกาสครั้งใหม่ในชาติต่อ ๆ ไป ซึ่งดีไม่ดีหากในชาตินี้ก่อนตายจิตดวงสุดท้ายไม่ดี ก็อาจจะไปเกิดใหม่ด้วยเหตุสอง กลายเป็นทวิเหตุกบุคคลไปอีก ดังนั้นบุญเก่าจึงไม่ใช่เครื่องการันตีว่าจะสามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินี้ หากไม่มีการสานต่อด้วยการสร้างเหตุปัจจัยที่ดีในชาติปัจจุบัน ดังนั้นชาติปัจจุบันจึงเป็นโอกาสอันดีที่สุดในการเจริญมรรค ในการปฏิบัติกรรมฐาน หากไม่รีบฉวยโอกาสไว้ ก็ไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสดีแบบนี้อีกเมื่อไร เพราะถ้าเกิดพลาดพลั้งลงไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำ เช่น ไปเป็นเดรัจฉาน ฯลฯ แบบนั้นก็อีกยาว

ส่วนคนที่มาด้วยเหตุสอง คือ ทวิเหตุกบุคคลนั้น คือผู้ที่ไม่มีปัญญาสัมปยุต ย่อมปฏิบัติธรรมได้ไม่ถึงญาณที่ 4 ดังนั้นการได้มรรคผลนิพพานในชาตินี้จึงไม่ต้องพูดถึง แต่การปฏิบัติจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยติดสันดานไปในชาติต่อ ๆ ไป ส่งผลให้ได้เป็นอริยบุคคลในอนาคตกาลเบื้องหน้านู้นเทอญ

ฉะนั้นการเจริญสติปัฏฐานจึงมีคุณค่ามากและมีความสำคัญเป็นที่สุด เพราะจะเป็นเพื่อนแท้เพื่อนตาย คอยคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายให้เราได้ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้เราได้ในช่วงจิตดวงสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คับขันที่สุดในชีวิต ดังนั้นจึงขอให้ท่านทั้งหลายมีสติปัฏฐานเป็นเพื่อนเถิด อย่างน้อยก็เพื่อให้มั่นใจว่าจะปิดอบายภูมิให้แก่ตัวเองได้ในชาติต่อไป หากยังไม่นิพพาน ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ อย่างน้อยก็ขอให้ได้ไปเกิดในที่ดี ๆ ก่อน เพราะไม่ว่าใครก็คงไม่ปรารถนาจะไปเกิดในอบายภูมิ ไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉานแน่นอน

 

ที่มา : จิตดวงสุดท้าย – พ.นวลจันทร์ สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.