กรรณิกา ธรรมเกษร

วาไรตี้ทุกข์ ของ กรรณิกา ธรรมเกษร (จบ)

วาไรตี้ทุกข์ ของ กรรณิกา ธรรมเกษร (จบ)

ความจริงแล้วดิฉัน กรรณิกา ธรรมเกษร เริ่มน้อมนำใจเข้าหาพระธรรมมาตั้งแต่ช่วงที่ทุกข์จากการหย่าร้าง ก่อนหย่าร้างหนึ่งปีจิตใจมีแต่ควาหม่นหมองมืดมัว แม้แต่จะยิ้มก็ยังยิ้มไม่ออก จนเพื่อนชักชวนให้ไปนั่งสมาธิที่วัดแห่งหนึ่งหลังจากนั้นก็พยายามปฏิบัติเรื่อยมาเท่าที่โอกาสจะอำนวย

การปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่อาลัยในชีวิต ผู้ที่ทำใจได้เช่นนี้ แม้เผชิญความตายต่อหน้า ย่อมมีจิตสงบ ตอนที่ชีวิตล้มเหลว ดิฉันชอบโทษคนอื่นว่าทำให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จิตมีแต่ความโกรธแค้นชิงชังอยู่เต็มเปี่ยม จนในที่สุด ความทุกข์นี่แหละที่ทำให้เห็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแจ่มชัด

ครั้งหนึ่งไปอยู่วัดป่า ท่านอาจารย์แนะเพียงว่าธรรมะอยู่ที่ตัวเราเอง พิจารณาที่ตัวเอง ท่านให้ดิฉันพักอยู่กุฏิเดี่ยวซึ่งเงียบมาก ช่วงที่อยู่คนเดียวเกิดความคิดว่าเออหนอ ชีวิตเป็นอย่างนี้นี่เอง นี่คือความสงบ ความเงียบที่เราต้องการ แต่งานทำให้เราพลุ่งพล่านตลอดเวลา ถ้าเราหยุดเสียได้ในเวลานั้น เงินก็พอมีเก็บ ไม่ต้องเป็นหนี้-เป็นสินอย่างนี้

จนกระทั่งปี 2545 ดิฉันมีโอกาสสนทนากับคุณแม่ดร.สิริ กรินชัย ที่สถาบันส่งเสริมสถานภาพสตรี ดิฉันเข้าไปกราบและเรียนว่าอยากปฏิบัติธรรมกับท่าน ท่านก็พูดกับดิฉันว่า “ บุญของลูกแล้ว ถึงเวลาของลูกแล้ว”

ก่อนหน้านี้ ลูกชายคือคุณหมอต้วง ไปปฏิบัติธรรมกับคุณแม่มานานแล้ว ดิฉันเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงไปปฏิบัติธรรมกับท่าน ปีนั้นเข้ากรรมฐานสามครั้ง พาคุณพ่อ คุณแม่ และลูกไปด้วย ปีต่อมาก็ปฏิบัติอีกปีละครั้ง แล้วก็เป็นวิทยากรให้ท่าน

จากการปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ดิฉันค้นพบอะไรมากมาย หนึ่งในนั้นคือ การรู้จักคำว่า“ตายก่อนตาย” ที่ทำให้ทุกขณะจิตมีแต่ความเมตตาและความไม่ประมาท

ตายก่อนตายเพราะใจเห็นธรรม

ดิฉันจำเรื่องเล่าที่สอนใจมาจนทุกวันนี้ได้เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของชายแก่คนหนึ่งซึ่งรอดชีวิตจากกรงเล็บของหมีใหญ่อย่างหวุดหวิด หมีตัวนั้นเข้ามาทำร้ายเขาและภรรยาขณะกำลังหาของป่า ภรรยาหนีขึ้นต้นไม้ทัน ส่วนชายแก่ถูกหมีปราดเข้ามาประชิดตัว พยายามต่อสู้ แต่สู้ไม่ได้

ภรรยาจึงตะโกนว่า ให้นอนหงายเหมือนคนตายอย่ากระดุกกระดิก ชายแก่จึงทำตาม ล้มนอนแผ่ลงกลางพื้นดิน ไม่ไหวติงเหมือนคนตาย หมีเห็นดังนั้นจึงหยุดตะปบยืนคร่อมตัวเอาไว้ ดึงขาและหัวชายแก่ แล้วใช้ปากดันตัวอยู่พักหนึ่ง ส่วนชายแก่ก็ทำตัวอ่อนไปมา ขณะเดียวกันก็บริกรรมว่า “พุทโธ” ไปด้วย หมีเห็นอย่างนั้นนึกว่าเขาตายแล้วก็เดินจากไป

ชายแก่รอดตายได้เพราะทำตัวเหมือนคนตาย เหตุการณ์นี้ยังชี้ให้เห็นธรรมอย่างหนึ่ง คือ การปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่อาลัยในชีวิต ผู้ที่ทำใจได้เช่นนี้ แม้เผชิญความตายต่อหน้า ย่อมมีจิตสงบ

การเจริญมรณสติเป็นการฝึกใจให้พร้อมตายทุกเมื่อ เป็นวิถีสู่การตายก่อนตายและการพ้นตาย แม้ด้านหนึ่งจะคล้ายกับการทำตนเหมือนคนตาย แต่อีกด้านหนึ่งคือการปลุกใจให้ตื่นจากความประมาท เพื่ออยู่อย่างมีชีวิตชีวาโปร่งโล่ง เบาสบาย เป็นชีวิตที่เปี่ยมด้วยความพากเพียรรับผิดชอบ แต่ก็พร้อมปล่อยวางในเวลาเดียวกัน

ดิฉันฝึกเจริญมรณสติอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวันด้วยการตามลมหายใจ ลมหายใจเข้าก็รู้สึกตัว ลมหายใจออกก็รู้สึกตัว เพราะเชื่อมั่นว่า หากระลึกเสมอว่าความตายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก ก็จะช่วยให้ดำเนินชีวิตไปในทางที่ดีงาม ไม่ประมาท

ก่อนเข้านอนทุกคืน ดิฉันจะฝึกคิดว่านี่คือการซ้อมตายอย่างหนึ่ง เวลาของชีวิตกำลังจะหมดลง วันนี้เราทำอะไรที่ดีงามบ้าง และอะไรที่ควรแก้ไข ทำใจปล่อยวางทุกอย่าง ทั้งความทุกข์ ความวุ่นวายใจ ความโกรธ และความชิงชัง

ช่วงที่เจ็บป่วยดิฉันใช้โอกาสนี้พิจารณาสัจธรรมของชีวิตว่าความเจ็บป่วยเป็นของธรรมดา ย่อมเกิดขึ้นกับทุกคน

เวลาไปงานศพ ดิฉันได้แง่คิดมาเตือนสติตัวเองว่า เราจะเป็นอย่างเขาสักวัน ท่านปัญญานันทภิกขุ บอกไว้ว่าเมื่อไปงานศพ ขอให้มีเสียงเตือนใจให้เราสำนึกว่า อย่าได้หลงใหลในชีวิต ในความไม่มีโรค ในทรัพย์สมบัติที่มีอยู่

ศพที่อยู่เบื้องหน้าเราคือครูสอนธรรมที่ดีที่สุดสามารถปลุกให้เราตื่นจากความหลง ใครที่ยังมัวเมาในความสนุกหรือหมกมุ่นกับการทำมาหากิน ก็อาจได้คิดว่าตนกำลังมีชีวิตอยู่อย่างลืมตาย ใครที่คิดว่ายังมีเวลาอยู่ในโลกอีกหลายสิบปี อาจต้องทบทวนความคิดเสียใหม่เมื่อต้องไปงานศพของเด็กหรือวัยรุ่น ใครที่หลงในอำนาจก็อาจได้คิดว่า ไม่ว่าจะใหญ่โตแค่ไหน สุดท้ายก็ยังเล็กกว่าโลง

นอกจากฝึกเจริญมรณสติแล้ว ดิฉันยังใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งทำให้เห็นความธรรมดาของชีวิต รู้จักความรู้สึกขณะที่เหงื่อซึมออกมาจากผิวกายว่าเป็นอย่างไร อาจฟังดูเป็นเรื่องน่าขบขันที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดิฉันแทบลืมไปเลยว่าตัวเองมีเหงื่อเหมือนคนอื่นๆ เพราะชีวิตต้องวนเวียนอยู่แต่หน้ากล้องในวันทำงาน พอถึงวันหยุดก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแอร์เย็นฉ่ำ

การได้สัมผัสกับเหงื่อของตัวเองหลังจากที่เลิกเปิดแอร์และพยายามใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น ทำให้เข้าใจว่า ชีวิตก็แค่นี้เอง ยิ่งใช้ชีวิตฝืนธรรมชาติมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น ถ้าเพียงแต่ปล่อยให้วิถีชีวิตของเราเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เราก็จะมีความสุขสงบเพิ่มขึ้น

ในอนาคต ดิฉันวางเป้าหมายในการปฏิบัติธรรมของตัวเองไว้ว่า จะเป็นวิทยากรเกี่ยวกับธรรมะ และให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่มีปัญหาในชีวิต เพราะคิดว่าประสบการณ์ในชีวิตของดิฉันอาจจะช่วยคนอื่นๆ ที่กำลังทุกข์ได้บ้าง

สำหรับหลายท่านที่ยังทุกข์ ท้อ ขอให้คิดในแง่บวกเข้าไว้นะคะว่า “กำลังมีการบ้านดีๆ ส่งมาให้ลับสมอง” ถ้าเราผ่านไปได้อย่างมีสติ จำไว้เถิดว่า

แสงสว่างยังรอเราอยู่ปลายทางข้างหน้าอย่างแน่นอนค่ะ

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

ความตายเป็นเรื่องไม่ไกลตัว – พระไพศาล วิสาโล

ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย…ทำได้จริงหรือไม่?

Dhamma Daily: คุยกับแฟน เรื่องความตาย แต่เขาโกรธ ควรทำอย่างไรดีคะ

10 ความเข้าใจผิด ที่ทำให้คนเราทุกข์ไปจนตาย!!! โดยคุณพศิน อินทรวงค์

มรณานุสติภาวนา (การระลึกถึงความตาย) – ท่าน ว.วชิรเมธี

เจ้าชายแฮร์รี่ทรงสนับสนุนให้ ฝึกเจริญสติ ในกองทัพ

อานาปานสติ แบบฉบับ ท่านพ่อลี ธัมมธโร

สติปัฏฐาน 4 “กำหนดรู้ด้วยการบริกรรมพองหนอ ยุบหนอ” ณ วัดมหาธาตุฯ

“อย่าละเลยการอบรมเจริญสติ รู้เท่าทันกาย วาจา และใจ” สมเด็จพระสังฆราช ประทานคติธรรมวันวิสาขบูชา 2561

 

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.