เป็นมะเร็ง

ปอมอ = เป็นมะเร็ง (เพราะไม่เชื่อหมอ)

เป็นมะเร็ง คำนี้แอดว่าใครก็ไม่อยากเจอ แต่วันนี้แอดนำประสบการณ์ชีวิตจริง ของ ปอมอ นักเขียนรุ่นใหญ่ชื่อดัง ที่นักอ่านรุ่นเก๋าน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว มาแบ่งให้ปัน ตั้งแต่เริ่มต้นของการรับรู้ว่า เป็นมะเร็ง ไปจนถึงวันที่คุณหมอประกาศว่า มะเร็งหายแล้ว

แต่ก่อนจะไปอ่านการเดินทางร่วมมะเร็ง สำหรับนักอ่านรุ่นใหม่ มาทำความรู้จักกับปอมอกันก่อนดีกว่าค่ะ

ปอมอ ก่อน เป็นมะเร็ง

“ปอมอ” เป็นนามปากกาของ คุณประมวล โกมารทัต ท่านเป็นนักเขียนและนักแปลผู้มีผลงานหลากหลายรูปแบบ
นอกจากนามปากกา “ปอมอ” แล้ว ท่านยังใช้นามปากกาอื่น ได้แก่ “เครื่องสำริด วงศ์ทองอยู่” “ลุงมวล” และงานเขียน
ร่วม “หลานโมกับลุงมวล” ประสบการณ์ชีวิตนอกกรอบของ “ปอมอ”

บทความของ”ปอมอ”มีชั้นเชิงการเขียนที่สนุก ลุ่มลึกตรึงผู้อ่าน ซึ่งสั่งสมมาจากประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย นอกกรอบ ผลงานเด่นที่ทำให้ใคร ๆ รู้จัก “ปอมอ”คือการเป็นคอลัมนิสต์แปลข่าวต่างประเทศคอลัมน์ “เก็บก้อนกรวดมาใส่
โหล” ในนิตยสาร สุดสัปดาห์ (พ.ศ. 2526 – 2562) และแปลข่าวต่างประเทศคอลัมน์ “ส่องกระจกข้ามโลก”ในนิตยสาร
แพรว เป็นผลงานที่มีผู้อ่านชื่นชอบกันมาก

ผลงานการเขียนของคุณประมวลได้รับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลหนังสือดีเด่น ประเภทหนังสือสวยงามสำหรับเด็ก จากการประกวดหนังสือดีเด่นของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้รับรางวัลดีเด่นจากกระทรวงศึกษาธิการด้วย และรางวัลนราธิปพงศ์ประพันธ์ประจำปี 2566 จากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

เป็นมะเร็ง
คุณประมวล โกมารทัต

ปัจจุบัน “ปอมอ” อายุ 84 ปี ซึ่งในช่วง 4 -5 ปีก่อนท่านตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ แต่ท่านไม่ตระหนก และรับมือกับความเจ็บป่วยอย่างมีสติและมีข้อมูล จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการรักษา ท่านจึงอยากนำประสบการณ์สุขภาพอันมีค่านี้มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบด้วยสำนวนสไตล์ “ปอมอ”

ปอมอ = เป็นมะเร็ง

สวัสดี
คุณเอฟซีเก่า (ไม่) แก่ ลืมกันแล้วหรือยัง คุณเพื่อนใหม่ที่เพิ่งมาอ่านอาจจะรู้สึกแปลกๆ ก็ลองมาเป็นเอฟซีกันสักตั้งไหมล่ะ (ไม่นานก็คุ้นน่า) กลับมาทั้งที่ เอาเรื่องใหญ่ๆ กันเลย (ดีไหม) แล้ว เรื่องอะไรจะใหญ่และน่าสนใจไปกว่าเรื่องราวของสิ่งมีชีวิต สปีชีล์หนึ่งที่เป็นสัตว์โลก ฝรั่งเรียกว่า Homo sapiens (แปลว่าผู้มีปัญญา) ทยเรียกสั้นๆ และไพเราะเพราะพริ้ง (ด้วยภาษาที่ยืมมาจากซาวอินเดีย) ว่ามนุษย์ ยังมีอีกชื่อหนึ่งที่สั้นกว่า (เชื่อว่าเป็นภาษาไทยแท้ ๆ ด้วย) ว่าคน

มนุษย์หรือคน ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ที่คุณเห็นตัวตนเป็นร่างกาย เป็นกระดูก เป็นก้อนเนื้อ เป็นมัดกล้ามนั่นน่ะ รู้ไหมว่าแท้จริงแล้วก็แค่องค์ประกอบหนึ่งของชิ้นส่วนเล็ก ๆ (เล็กมาก) ที่เรียกตามฝรั่งว่าเซลล์

มนุษย์ผู้ใหญ่ที่เติบโตเต็มที่ประกอบขึ้นด้วยเซลล์เหล่านี้มีทั้งหมดราว 30 -37 ล้านล้านเซลล์ รวมกันเข้าเป็นรูปร่าง และอวัยวะต่างๆ แล้วเรียกว่าร่างกาย

นี่ยังไม่นับเชลล์สัตว์โลกขนาดจิ๋ว (เรียกว่าจุลชีพ) อีกจำนวนมากพอ ๆ กันที่มาขออาศัยร่างกายอยู่ (ด้วยนะ)

จุลชีพเป็นเซลล์ผู้อาศัย (ไม่ใช่องค์ประก่อบร่างกาย) มีทั้งเชลล์ดีและเซลล์ร้าย สำหรับเรื่องความร้าย หากจะพูดถึงกันแล้วนะ มีความจริงข้อหนึ่งคือไม่มีอะไรจะร้ายกาจไปกว่า “คนของเราทำร้ายเรา (ซะ) เอง”

อย่าว่าแต่คนเลย เซลล์เล็ก ๆ ที่ประกอบเป็นร่างกายคนก็เช่นกัน หากเมื่อใดมันคิดรวมหัวกันก่อตัวขึ้นเป็นเชลล์ร้าย แล้วพัฒนาเป็นเนื้อร้าย นี่แหละจะร้ายที่สุด เซลล์ขบถพวกนี้จะทำร้ายร่างกาย ทำลายเซลล์อื่นที่ประกอบเป็นร่างกาย อาจถึงแตกสลาย เป็นอันตรายต่อชีวิตเลยทีเดียว คนจึงประณามมันว่า “มะเร็ง”

จะเล่าเรื่องของคนคนหนึ่งที่ถูกมะเร็ง – เชลล์ขบถทำร้าย ให้อ่านกันเล่นๆ (เอาไหมล่ะ)

แล้วมะเร็งนี่มายังไง

มะเร็งคือโรคร้ายที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ร่างกาย พัฒนาเป็นเนื้อร้ายและทำลายเซลล์ดีๆ แล้วจะ
ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นผ่านทางระบบเลือดและทางเดินน้ำเหลือง

การก่อตัวของมะเร็งจะเริ่มขึ้นตามจุดต่างๆ ของร่างกาย แพทย์ศิริราชจัดกลุ่มมะเร็งออกเป็น 5 กลุ่มตามจุดกำเนิด
คือ

  • กลุ่มจุดกำเนิดจากผิวหนังและเนื้อเยื่อบุอวัยวะ
  • กลุ่มจุดกำเนิดจากกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเลือด
  • กลุ่มจุดกำเนิดจากเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในไขกระดูก
  • กลุ่มจุดกำเนิดจากเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน
  • กลุ่มมะเร็งระบบสมองและไขสันหลัง

คนไทยเป็นมะเร็งกันไม่น้อยนะ ผู้ป่วยมะเร็งน้องใหม่เพิ่มทวีทุกวัน ตามสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่าในปี 2565 มีผู้ป่วยมะเร็งน้องใหม่เฉลี่ยวันละเกือบ 400 คน (ไม่อยากให้เห็นตัวเลขเป็นปี เดี๋ยวคิดว่าคือแฟชั่น เกิดอยากเป็นบ้าง – บาป)

จากสถิติสาธารณสุขปี 2562 พบว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็งในปีนั้นปีเดียว 84037 คน เฉลี่ยวันละ 230 คน
ชายนิยมเป็นมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีมากที่สุด ส่วนหญิงนิยมเป็นมะเร็งเต้านม (อยากรู้เยอะก็ไปดู “รู้สู้มะเร็ง” ของ
สถาบันมะเร็งแห่งชาติเถอะ)

สมาคมมะเร็งอเมริกัน (American Cancer Society) บอกว่า ชาวอเมริกันชาย 1 ใน 2 คนจะเป็นมะเร็ง ส่วนหญิงจะเป็น 1 ใน 3 คน และมะเร็งที่คนอเมริกัน (ทั้งชาย และหญิง) เป็นมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งผิวหนัง

BBC ของอังกฤษบอกว่า ชั่วชีวิตของชาวอังกฤษ 1 ใน 2 คนจะต้องเผชิญหน้ากับมะเร็ง อย่างเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ (2567) ก็มีข่าวสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรทรงประชวรด้วยโรคมะเร็งระยะต้น แล้วพอปลายมีนาคมก็มีข่าวพระสุณิสา คือแคเทอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ หรือเจ้าหญิงเคททรงประชวรด้วยโรคมะเร็งเช่นกัน

อย่าว่าแต่คนไทย คนอเมริกัน หรือคนอังกฤษเลย ทุกคนบนโลกไม่มีใดรอยากเป็นมะเร็ง (เพราะรู้กันว่าเป็น
มะเร็งไม่สนุกดอก) ทว่ามนุษย์ก็ยังเป็นมะเร็งกันอยู่ (ไม่) ดี เป็นกันทุกชาติ ทุกภาษา และมากด้วย

ทั้งโลกมีชาติที่ยกให้มะเร็งเป็นโรคร้ายอันดับหนึ่งของประเทศถึง 48 ประเทศ จากสถิติขององค์การอนามัยโลก เมื่อปี 2563 พบว่า มีผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก 19.3 ล้านคน (เป็นเอเชีย 9 ล้าน มากที่สุด) คาดว่าถึงปี 2583 จะเพิ่มเป็น 28.9 ล้าน และอีก 10 ปีต่อไป (ปี 2593) จะถึง 35 ล้าน

ไหนว่าไม่อยากเป็น แล้วทำไมยังเป็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ล่ะ

ไม่รู้ซี (เนอะ) ก็มันเป็นของมันเองน่ะ

เป็นมะเร็งรักษาหายขาดไหม

คำถามยอดฮิตเลย

ทว่ายังไม่พบแพทย์ท่านใดที่กล้าตอบอย่างเต็มปาก เต็มคำว่าเป็นมะเร็งแล้วรักษาให้หายขาดได้ จะไม่มีมะเร็ง กลับมาเกิดกับผู้ที่เคยเป็นและรักษาจน (คิดว่า) หายแล้วอีก ขณะเดียวกันก็ยังไม่พบแพทย์ท่านใดที่กล้าตอบว่ามะเร็ง รักษายังไงก็ไม่หายขาดได้หรอก เท่าที่ฟังมา ได้ยินแต่ตอบแบบ “อ้อม ๆ แอ้ม ๆ” ไปตามบรรยากาศ

จริงๆ แล้วก็คือไม่มีใครยืนยันได้ (นั่นแหละเนอะ) สมาคมมะเร็งอเมริกันบอกว่า มะเร็งนี่ treat ได้ แต่คงจะ cure ไม่ได้ (พูดภาษาปอมอก็คือจะรักษามะเร็ง ให้ “หาย”น่ะทำได้ แต่จะรักษาให้ “หายขาด” คงยาก) ก็ยังไม่กล้ายืนยันอยู่ดี

เป็นมะเร็ง

อยู่ดี ๆ ก็เป็นมะเร็งกันได้หรือ

แพทย์ชี้ว่า มะเร็งเกิดจากหลายสาเหตุ แต่เกือบทั้งหมดต้องโทษตัวผู้ป่วยมะเร็งเองที่เป็นผู้เปิดทางให้มัน (โดยรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง) อย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ที่จะเอามาเล่ากัน) หนึ่งสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภค ทั้งอาหารและสารเสพติด

สมมติว่าเกิดมีคนอุตริคิดอยากเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เล่นๆขึ้นมาล่ะ จะทำได้ไหม

คำตอบก็คือได้ แต่ก็ไม่เชิงว่าจะง่าย (นักดอก) เพราะกว่าจะสมหวังดังใจได้ ต้องใช้เวลาประพฤติช้ำ ๆ อยู่นานทีเดียว (นานเป็นปีๆ เลยแหละ)

ที่นานก็เพราะต้องรอจนกว่าจะเกิดเซลล์ที่มีความคิดแปลกแยก (คุณจะเรียกเซลล์หัวก้าวหน้าหรือก้าวอะไร ก็ตามใจคุณนะ) ทว่าพวกนี้ร้ายกว่า จนควรเรียกมันว่าเซลล์ร้าย หรือเซลล์ขบถ (นั่นเลย) มันจะมาเกาะติดกินเลือดตามผนังลำไส้ แล้วรวมตัวเป็นติ่งเนื้อ

ไม่รู้ชัดว่ามีกีบไว้เกาะหรือไม่มี แต่ที่แน่ๆ มันจะฝังรากลึกจนติดแน่นไม่ยอมปล่อย แม้จะตัดบางส่วนของพวกมัน (ที่เปิดหน้าเปิดตัวให้รู้ ทิ้งไปบ้างแล้ว ก็ยังมีที่เล็ดลอดหลงเหลืออยู่ แอบไปล้างสมองเซลล์ดีให้มาเป็นเซลล์ร้ายอย่างพวกมัน (จริงหรือ ถ้าจริงก็เหมือนคนเลยเนอะ)

เมื่อล้างสมองเซลล์ดีแล้วดึงมาเข้าพวกได้ ก็จะรวมหัว รวมตัวกันเพิ่มจำนวนขึ้น ขยายขนาดก้อนเนื้อร้ายใหญ่ขึ้น เหิมเกริมกระจายหรือลูกลามไปอวัยวะอื่นต่อ พวกมันจะเกาะแน่นอาศัยกินเลือด จนร่างกายเกิดภาวะโลหิตจาง ทีละน้อยๆ โดยเจ้าของร่างกายไม่รู้ ไม่ระแวง ไม่เฉลียวใจนานเป็นปีก่อนจะรู้ตัวว่าเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น พวกมันก็พัฒนาไปถึงขั้นที่เรียกได้แล้วว่ามะเร็ง

(เกือบ) ทุกคนมักรู้เรื่องพัฒนาการของเซลล์ขบถหรือ เซลล์หัวก้าวหน้าจนเป็นมะเร็ง (แต่ไมใช่สำนวนนี้) จากแพทย์ (ต่อไปขออนุญาตเรียก “หมอ” ดีกว่า เขียนง่ายดี)

มีที่โดยไม่ต้องรอหมอบอกก็คือในท้องไม่ได้มีเพียงลำไส้ใหญ่กับลำไส้เล็ก แต่ยังมีอวัยวะอื่นๆ อีกเยอะแยะ (ตาแป๊ะไก่) แล้วเจ้ามะเร็งร้ายก็เกิดกับทุกอวัยวะที่อยู่ในท้องได้ ร้ายกว่านั้น อวัยวะนอกท้องก็เป็นมะเร็งได้ ในส่วนของลำไส้พบว่ามะเร็งโปรดลำไส้ใหญ่มากกว่าลำไส้เล็ก (มีตัวเลขบอกจำนวนผู้ป่วยมะเร็งลำไส้เล็กที่ต่ำจนบางหมอบอกว่าเสียเวลาไปพูดถึง)

เท่าที่รู้ตามสัญชาตญาณมนุษย์และที่อ่านมา (รวมทั้งหมอบอก) ก็คือเมื่อมีมะเร็งเกิดขึ้นนานพอจะรู้สึกเจ็บ บริเวณที่ถูกมะเร็งทำร้าย บ้างถึงเลือดตกยางออกเมื่อถ่ายหนัก แต่จริง ๆ แล้วคุณก็รู้ใช่ไหม ไม่เพียงมะเร็งหรอกที่ทำให้เจ็บ หรือเสียเลือด อาจเกิดจากโรคอื่นหรือจากความผิดปกติอื่นของร่างกายก็ได้ (เนอะ)

อย่างเมื่อตอนที่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติในท้อง อาศัยชอบอ่านและฟังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ มามาก (เกินไป) หรือเปล่าไม่รู้ ทำให้ไม่เคยกลัวหรือนึกถึงมะเร็งเลย เจ็บนิด เจ็บหน่อยก็ทนๆ เอา แม้จะมีเพื่อนร่วมวง (ดริ๊งก็) ประจำ อำลาวงจากไปด้วยมะเร็งบ้างแล้วก็ตาม

แต่คน (สนิทที่สุด) ที่อยู่ข้างๆ ไม่คิดเช่นนั้น ด้วยความรักทำให้เธอระแวงไปว่าความผิดปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นคงจะด้วยโรคใดโรคหนึ่ง หรืออาจจะเลยเถิดไปจนถึงถูกมะเร็งร้ายคุกคามเข้าบ้างแล้ว (ก็ได้)

ตามความเชื่อของปอมอ (และคงอีกหลายคน) ก็คือผู้ที่จะบอกให้รู้อย่างถูกต้องว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะเจ็บป่วยหรือเป็นโรคอะไร เขาหรือเธอคนนั้นก็คือหมอ

จึงไปหาหมอ

บาปของคนสำนึกบาปเมื่อสายไปแล้ว

เกือบหกปีมาแล้วที่ตัดสินใจไปหาหมอ เพราะเชื่อว่าหมอต้องบอกได้ว่าป่วยเป็นอะไร

อาการคือรู้สึกมีอะไรผิดปกติในช่องท้อง แต่ขณะใช้ชีวิตตามปกติจะไม่มีอะไร ไม่ปวดท้อง ไม่ท้องผูกสลับ ท้องเสีย ไม่ถ่ายมีมูกหรือมีเลือดปน น้ำหนักก็ไม่ลดติดต่อกันฮวบฮาบ หรืออื่นๆ (อย่างที่คนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เขาเป็นกัน)

จนกาลครั้งหนึ่ง…

เผลอเอานิ้วไปจิ้มเข้าที่ใต้ชายโครงขวาแล้วรู้สึกเจ็บ ลองอีกทีก็เจ็บ เว้นวรรคเวลาแล้วลองใหม่ก็เจ็บ เว้นวันลองอีกก็ยังเจ็บอีก ไม่เจ็บมากนักหรอกนะ (แค่พอทน) นอกจากนั้นยัง รู้สึกเหมือนจะมีก้อนเนื้อแข็ง ๆ ตรงที่จิ้มนั่นด้วย

ในใจคิดว่าแบบนี้ต้องมีอะไรผิดปกติในช่องท้องแน่ๆ (ใครๆ ก็ต้องคิดเนอะ)

  • ไส้ติ่งอักเสบ (เพราะอยู่ใต้ชายโครงขวา)
  • ตับหรือไตอักเสบ (ตอนนั้นลืมไปว่าไตอยู่ค่อนไปทางข้างหลัง)
  • ท่อน้ำดีอักเสบ หรือเป็นนิ่วในถุงน้ำดี หรืออื่นๆ (คิดไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนไม่รู้จริง!)

แต่ที่แน่ ๆ คือจิ้ม (ชายโครงขวา) แล้วเจ็บ (ไม่จิ้ม ไม่เจ็บ)

ไม่ได้คิดถึงมะเร็งเลย แม้จะเคยทำร้ายตัวเองด้วยพฤติกรรมการบริโภคมานานนับสิบ ๆ ปี คงเพราะหยุด “สิ่งเลวร้าย” เหล่านั้นอย่างเด็ดขาดมานานปีแล้ว

การทำร้ายตนเองดังว่านั้นคือพฤติกรรมการบริโภค ทั้งกินอาหาร (ที่ผู้รู้ชี้ว่าไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งรสจัด มันจัด และสารพัดอาหารแปรรูป โดยเฉพาะไส้กรอก) ส่วนแอลกอฮอล์ก็ดื่มเบียร์หรือไวน์ทุกวัน และสูบบุหรี่ (ก่อนหยุด) วันละ 2 ซอง ตอนนี้มีเพื่อนร่วมวงที่สนิท ๆ สองสามคน จูงมือกันไปดาวน์วิมานบนสวรรค์เผื่อไว้ให้แล้ว

จนกาลครั้งหนึ่ง (ในอดีต)
หลังจากบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยควันบุหรี่และเมรัยนาน นับสิบๆ ปีจนถึงขั้นบรรลุ…

ตรัสรู้ว่านี่มันผิดศีลข้อ 5 นา นี่คือหนทางสู่อบายภูมิ นา ควรละเลิกหยุดมันชะเถอะ หยุดให้เด็ดขาดจริงๆ

ตัดสินใจหยุด วิธีหยุดก็ง่ายแสนง่าย คือหยุดทั้ง

หยุดซื้อ หยุดขอ หยุดรับ (ให้ฟรี ๆ ก็ไม่เอา)

วิธีหยุดบุหรี่ สุรา เบียร์ ไวน์ ไม่ยากเลย บอกสั้นๆ ไว้ตรงนี้หน่อยหนึ่งก็ได้ คือถ้าคิดจะหยุด ต้องหยุดทันที ห้ามใช้วิธีดาวน์แล้วผ่อน เพราะจะไม่มีวันหยุดได้สำเร็จเลย

จดไว้ที่บานประตูที่ต้องเดินผ่านเข้าออกวันนี้ว่าวิธีเดียวเท่านั้นที่จะหยุดบุหรี่ สุรา เบียร์ ไวน์ อาหารหมักดอง คือหยุดทันทีที่เรียกว่า “หักดิบ”

ไม่ตายดอก (ก็นี่ไง ยังนั่งเล่าอยู่นี่)

หมอคือผู้รู้แจ้งเรื่องโรคภัยจริงหรือ

กลับมาเรื่องไปพบหมอดีกว่า

เมื่อมั่นใจว่าจะต้องมีสิ่งผิดปกติในช่องท้องแน่ๆ (อวดรู้จนได้) จึงไปหาหมอที่ศูนย์การแพทย์ พบคุณหมอหนุ่มหล่อ (คงเป็นแพทย์เวรประจำวัน) เล่าอาการให้ท่านฟังว่าเมื่อเอานิ้วจิ้มใต้ชายโครงขวาแล้วเจ็บ คุณหมอรับฟังนิ่งๆ แล้วถามว่าท้องเสีย ท้องผูก หรือปวดท้องไหม ตอบว่าไม่ แล้วเพิ่มเติมว่าจะมีปวดท้องบ้างก็นานๆ ที อย่างครั้งสุดท้ายนี่เมื่อหลายวันมาแล้ว

“งั้นก็ไม่น่ามีอะไรร้ายแรง” คุณหมอมีท่าทีนิ่ง (เหมือนเดิม) และเฉย (เอาจริงๆ)

“อย่างมากก็คงแค่โรคกระเพาะ ใช่แล้ว โรคกระเพาะอาหารอักเสบน่ะ ไม่ต้องกังวล” ท่าทางเหมือนดีใจที่ค้น
ชื่อโรคพบ

แล้วจ่ายยาลดกรดและยาแก้ปวด นัดอีกสองสัปดาห์มาดูผลกัน

เป็นมะเร็ง

ความลับอย่างหนึ่ง (ที่ไม่กล้าบอกหมอ) คือไม่เคยกินยาแก้ปวดเลยตั้งแต่เกิด เพราะไม่เคยป่วยปวดจริงจัง ปวดท้องแป๊บเดียวก็หาย ไม่เคยปวดศีรษะ รวมทั้งไม่เคยเครียด (ทั้งไมเกรนและพาราเซตามอลจึงรู้จักแต่ชื่อ)

เป็นอันว่ากินเพียงยาลดกรด (ไม่ได้กินยาแก้ปวด แอบเก็บไว้ ก็เสียเงินไปแล้วนี่นา)

สองสัปดาห์ต่อมา ถึงวันนัดก็ไปที่เก่า คราวนี้พบแพทย์หญิง (ดูจะอาวุโสกว่าคุณหมอหนุ่มท่านแรก) บอกคุณหมอเหมือนเดิม คือไม่มีอาการอื่นใด นอกจากเมื่อเอานิ้วจิ้มชายโครงขวาแล้วเจ็บ

“น่าจะกระเพาะอาหารนั่นแหละค่ะ” ซ้ำกับที่คุณหมอท่านแรกพูด (แต่ไม่ถึงกับเหมือนเปี๊ยบ)

“ไปกินยาให้หมด อาทิตย์หน้ามาดูกันอีกที”

“แล้ว…ที่เอานิ้วจิ้มแล้วเจ็บล่ะครับ”

คุณหมอต้องได้ยินชัดแน่ แต่เฉยๆ แล้วเงยหน้าขึ้น มองอย่างเอ็นดู ก่อนจะพูดนิ่ม ๆ ด้วยน้ำเสียงไพเราะว่า

“ก็อย่าไปจิ้มมันสิคะ!”

ไหว้ลาคุณหมอกลับบ้านอย่างงง ๆ ไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ

สำรวมสติมั่นก่อนตัดสินใจ (เก็บไว้) รอพบหมอครั้งต่อไป ถ้าหมอยังยืนยันโรคกระเพาะ จะพูดกับหมอตรง ๆ เลย

“คุณหมอครับ ขอสักครั้งเถอะ” ขอ…

“ไม่เชื่อหมอ”

แล้วทำไมต้องเชื่อหมอล่ะ

อีกหนึ่งสัปดาห์ไปที่เก่าเป็นครั้งที่สาม คราวนี้ที่พบกลับมาเป็นนายแพทย์ แต่ไม่ใช่ท่านแรกที่พบ ถูกถามอาการซ้ำอีก ก็ตอบช้ำไปอีกว่าไม่มีอาการใด ๆ เลย เพียงแต่เมื่อเอานิ้วจิ้มไปที่ชายโครงขวาแล้วเจ็บ

“อาการก็ดูไม่มีอะไร แข็งแรงดี เดินได้ดี อายุ 78 ปี สูง 170 เชนติเมตร หนัก 80 กิโลกรัม”

คุณหมออ่านออกเสียงเบา ๆ ก่อนจะพึมพำเบาลงไปอีก

“มากไปหน่อย”

“แต่จิ้มแล้วเจ็บนะครับ” ยืนยันอีกครั้ง

คุณหมอมองหน้า (ทว่าไม่เฉยอย่างสองท่านแรก) ลุกมายืนด้านหลัง สั่งให้ยืนขึ้น แล้วคุณหมอเอาฝ่ามือหนึ่ง แตะชายโครงช้ายผู้ป่วยไว้ เอาสามนิ้วของอีกมือหนึ่งจิ้มเข้าที่ชายโครงขวา

“เจ็บใช่ไหม”

พยักหน้ารับ (ในใจคิด นี่หมอแกล้งหรือเปล่า กดชะแรงและลึกเชียว)

“เหมือนมีอะไรเป็นไตแข็งๆ ด้วยเนอะ”

คุณหมอกลับไปนั่ง นิ่งเหมือนคิดอยู่แป๊บหนึ่งก่อน ตัดสินใจ

“เอางี้ เรามาทำอัลตราซาวนด์กัน เผื่อจะเห็นอะไรบ้าง”

คุณหมอพูดยิ้ม ๆ เหมือนปลอบใจ

“วันจันทร์หน้ามาถึงก่อนสามโมงเช้า งดอาหาร 6 ชั่วโมง”

ไม่รอคำตอบ

“แล้วพบกัน”

ถึงวันนัด ไปที่เก่าอีกครั้ง คุณหมอผู้ฟังแล้วไม่เฉย บอกคุณพยาบาลให้พาไปรอห้องอัลตราซาวนด์ (ขอไม่เล่า เรื่องการทำอัลตราชาวนด์นะ อยากรู้ไปถามอากู้ – Google ทว่าจะบอกให้ ไม่เจ็บเลย แต่อิ่มน้ำ)

“สงสัยจะหยุดแค่นี้ไม่ได้แล้ว” เหมือนคุณหมอพูดกับตัวเอง หลังทำอัลตราซาวนด์ พากลับมานั่งที่ห้องหมอ

“ยังไม่ชัด มันแค่รางๆ” คุณหมอนิ่งคิดสักครู่

“เอางี้ พรุ่งนี้มาอีกที จะให้ทำซีทีสแกนช่องท้อง ขอดู ชัดๆหน่อย แล้ววันจันทร์หน้าเราค่อยพบกัน ตกลงไหม”

ทำไมจะไม่ตกลงล่ะ ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้า “รางๆ” ที่คุณหมอว่านั่นน่ะคืออะไร (เรื่องซีทีสแกนก็จะไม่เล่า จะบอกเพียงว่าไม่เจ็บหรอก แต่อิ่มน้ำอีกแล้ว)

วันจันทร์หน้าที่คุณหมอว่านั้นคือการนัดดูผลซีทีสแกน

ถึงวันนัด รีบไปขอคิวแต่เช้าด้วยความอยากรู้

“เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ผมว่าน่าจะใช่ แต่ก็ยังยืนยัน อะไรกับคุณไม่ได้” คุณหมอจ้องหน้าอยู่นาน ก่อนจะเอ่ย “แล้วมันก็เกินหน้าที่ เกินความรับผิดชอบของผมด้วย” ท่าทางคุณหมอดูจะอึดอัดใจยังไงอยู่

“ถ้าผมจะส่งคุณไปให้อาจารย์หมอเฉพาะทางดู จะตกลงไหม”

“ตกลงครับ”

“คุณอาจต้องถูกส่องกล้องลำไส้ใหญ่นะ” เราสบตากัน

“ไม่เจ็บหรอก”

แล้วเสริมว่าอาจารย์หมอท่านนี้เชี่ยวชาญเรื่องการส่องกล้องดูอวัยวะในช่องท้องและลำไส้ใหญ่ รวมถึงการผ่าตัดมะเร็งในช่องท้องและมะเร็งลำไส้ใหญ่แบบการส่องกล้อง

วิธีส่องกล้องลำไส้ใหญ่คือเอาเครื่องมือแพทย์ที่เป็นกล้องเล็ก ๆ สอดผ่านทางทวารหนักเข้าไปในลำไส้ใหญ่เพื่อตรวจดูว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรภายในลำไส้ใหญ่บ้างไหม ก่อนวันส่องกล้องจะต้องมานอนโรงพยาบาลหนึ่งคืน เพื่อกินยาระบายล้างลำไส้ใหญ่ให้สะอาด เอาทุกสิ่งในนั้นออกจนหมดเท่าที่จะทำได้ จะมีการให้ยานอนหลับ นี่คือคำอธิบายกระบวนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่อย่างคร่าวๆ

“เอาไหม”

“เอาครับ”

“งั้นเอาใบรายงานผลนี่ไปที่โต๊ะพยาบาลข้างนอกเพื่อหาวันนัดพบอาจารย์หมอ”

เป็นเรื่องละ! (เหมือนมีลางสังหรณ์เมื่อเปลี่ยนใจมาเชื่อหมอ ซึ่งก็สายไปแล้ว จึงพานรู้สึกหวิวๆ จนอ่อนเปลี้ย เพลียใจ เลยถือโอกาสขอพักไว้ตรงนี้ก่อน คราวหน้าค่อยไปส่องกล้องดูภายในลำไส้ใหญ่กันว่าคุณหมอเห็นอะไรบ้าง)

แล้วคุณจะได้มีเวลาตัดสินใจว่าจะอ่านต่อไหม หรือรู้แล้ว เบื่อแล้วเรื่องนี้ ก็บอกมา จะได้เปลี่ยนเรื่องใหม่ โรคใหม่กัน (เนอะ)

โปรดติตตามต่อไป

ที่มา นิตยสาร ชีวจิต ฉบับ 593

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ปรับลิ้นรับรส หยุดมะเร็งเต้านม มะเร็งสมอง

ประโยชน์ของพริก เป็นยาอายุวัฒนะ ยืดอายุ ลดความเสี่ยงหัวใจ และโรคมะเร็ง 

รวม ผักพื้นบ้าน คุมน้ำตาล ความดัน ลดเสี่ยงมะเร็ง

ติดตามชีวจิตได้ที่

Instagram Cheewajitmedia
Facebook นิตยสารชีวจิต


© COPYRIGHT 2024 Amarin Corporations Public Company Limited.