ยาแก้แพ้ กับอาการน้ำมูกไหล

ยาแก้แพ้ ที่คุณหมอจ่ายให้ ทำไมถึงทำให้น้ำมูกหยุดไหลได้

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเวลาที่เราน้ำมูกไหลแล้วคุณหมอจึงจ่ายยาแก้แพ้ให้ เจ้ายาตัวนี้ ทำไมจึงครอบจักรวาล เรามีคำตอบดีๆ จากคลังข้อมูลยา โดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาบอกต่อ

ยาแก้แพ้จะบรรเทาอาการน้ำมูกไหลได้อย่างไร

นศภ. อนุชิต ตุงธนบดี เผยว่า น้ำมูกไหลที่มีลักษณะใส เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ น้ำมูกไหลจากไข้หวัด ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง เช่น เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย จะทำให้เกิดอาการของไข้หวัดได้ เช่น มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว เบื่ออาหาร ซึ่งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อเชื้อไวรัส รวมทั้งมีการทำงานของต่อมภายในโพรงจมูกให้มีการหลั่งน้ำมูก ทำให้ผู้ป่วยมักมีน้ำมูกใสๆ ตลอดทั้งวัน แต่เมื่อพักผ่อนอย่างเพียงพอ อาการดังกล่าวจะสามารถหายไปได้เองใน 3-4 วัน

ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่มักทำให้เกิดน้ำมูกไหลได้คือ น้ำมูกไหลจากการแพ้ หรือ ภูมิแพ้ ซึ่งเกิดจากการสัมผัสกับสารที่ทำให้เกิดการแพ้ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ เป็นต้น ร่างกายจึงตอบสนองต่อสารที่แพ้ด้วยการหลั่งฮีสตามีน (histamine) ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น มีผื่นคัน หายใจลำบาก คันจมูก รวมทั้งน้ำมูกไหล อาการจึงเป็นๆ หายๆ หรือมีอาการเรื้อรังนานเป็นปี ขึ้นกับระยะเวลาที่ได้สัมผัสกับสารที่แพ้นั่นเอง

ยาแก้แพ้ (antihistamine) คือ ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮิสตามีนซึ่งหลั่งเมื่อเกิดอาการแพ้ ยาในกลุ่มนี้จึงถูกเรียกสั้นๆ ว่า ยาแก้แพ้ โดยในปัจจุบัน มีอยู่หลายชนิด ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มดั้งเดิม (conventional antihistamines) ที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วง และกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน (non-sedating antihistamines)

ยาแก้แพ้

สำหรับยากลุ่มดั้งเดิม นอกจากจะสามารถยับยั้งการทำงานของฮิสตามีนแล้ว ยังมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน (anticholinergic) ที่ทำให้ต่อมภายในโพรงจมูกหลั่งน้ำมูก ทำให้น้ำมูกลดลง จึงสามารถใช้บรรเทาอาการน้ำมูกไหลจากทั้งสาเหตุไข้หวัดและอาการแพ้ได้ และเนื่องจากยาในกลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมองไปกดระบบประสาท ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่สำคัญ คือมีอาการง่วงซึม และอาจพบอาการข้างเคียงอื่นๆ ได้อีก เช่น ปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก ปัสสาวะคั่ง ซึ่งเป็นผลจากการยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนที่ส่วนอื่นๆของร่างกาย

ขณะที่ยากลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงนอน จะออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮิสตามีน โดยไม่ยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีน ทำให้ใช้บรรเทาอาการน้ำมูกไหลจากภูมิแพ้ได้ดี และพบว่ามีผลข้างเคียงต่ำกว่ากลุ่มดั้งเดิม อันได้แก่ อาการปากแห้ง คอแห้ง ตาพร่า ท้องผูก และปัสสาวะคั่ง รวมทั้งยาในกลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมองได้น้อยกว่าจึงทำให้เกิดผลข้างเคียงง่วงซึมได้น้อยกว่าอีกด้วย

เนื่องจากมียาหลากหลายชนิดในแต่ละกลุ่มที่มีผลข้างเคียงและข้อจำกัดในการใช้แตกต่างกัน เช่น ยาบางชนิดไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ โรคไต หรือโรคหัวใจ รวมทั้งอาจมีข้อห้ามในการรับประทานร่วมกับยาบางประเภท ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลหรือซื้อยากินเอง ควรแจ้งข้อมูลโรคประจำตัว หรือยาที่ใช้อยู่ประจำ รวมทั้งประวัติการแพ้ยาทุกครั้ง เพื่อที่จะได้รับยาที่เหมาะสม

บทความอื่นที่น่าสนใจ

ฉีดวัคซีนรักษาภูมิแพ้ อีกหนึ่งวิธีช่วยผู้ป่วยทุเลาโรค

วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้ ฉบับมือใหม่

© COPYRIGHT 2024 AME IMAGINATIVE COMPANY LIMITED.