สมุนไพร

แนะวิธีจับคู่ สมุนไพรรักษาโรค บำรุงเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ

สมุนไพรรักษาโรค ป้องกันไขมันพอกตับ บำรุงเลือด

สมุนไพรรักษาโรค มีมากมายหลายหลายชนิด เรามีวิธีจับคู่สมุนไพรรักษาโรค ไขมันพอกตับ บำรุงเลือด ตัวไหนดีสุด สรรพคุณรักษาโรคได้มากที่สุด และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง เราลองมาดูกัน

สำหรับสมุนไพรเด่น ๆ ที่เรามักคุ้นเคยกันมากที่สุด หาซื้อได้ง่าย อยู่ที่ไหนก็ซื้อมาต้มกินได้ เเต่จะมีอะไรบ้างนั้นที่ช่วยรักษาโรคไขมันพอกตับ และบำรุงเลือด มีดังนี้

  1. กระเจี๊ยบแดง + น้ำ ถ้าเราจับกระเจี๊ยบมาต้มกับน้ำเปล่าอย่างเดียว โดยไม่ได้ผสมกับสมุนไพรตัวอื่น ๆ สรรพคุณของมันก็จะช่วยขับปัสสาวะ ลดไขมันในเลือด หรือช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ เเต่ระวังในผู้ป่วยที่กินยาแผนปัจจุบันร่วมด้วย อาจทำให้ความดันโลหิตต่ำลงได้
  2. กระเจี๊ยบแดง + พุทราจีน + น้ำ ต้มกระเจี๊ยบกับพุทราจีน นอกจากจะช่วยลดเรื่องของไขมันในเลือดสูงแล้ว การใส่พุทราจีน ซึ่งมีความหวานเล็กน้อย จะช่วยไปตัดความเปรี้ยว หรือความเป็นกรดของกระเจี๊ยบลงได้ ทำให้เวลาที่เรากินน้ำกระเจี๊ยบ ปัสสาวะออกมาจะไม่มีอาการเเสบขัดทางเดินปัสสาวะด้วย

เจ๋งไหมละครับ ถ้าไม่อยากมีอาการปัสสาวะเเสบขัด อย่าลืมใส่พุทราจีนเข้าไปด้วยนะ

  1. ฝาง + น้ำ การต้มน้ำฝางดื่ม  ซึ่งจะให้น้ำสีแดง ช่วยบำรุงเลือดของเราให้มีความเเข็งเเรง เเละสมบูรณ์มากขึ้น ช่วยทำให้ผิวของเรามีเลือดฝาด แก้มแแดง เเถมยังช่วยลดระดับความดันเลือดสูงได้อีกด้วย ใครอยากผิวดี ผิวสวย มีน้ำมีนวล ต้องหาฝางมาต้มดื่มด่วน ๆ เลยนะ
  2. ฝาง + น้ำ + มะนาว การบีบมะนาวที่มีความเป็นกรด ลงในน้ำต้มฝาง จะทำให้น้ำฝางมีสีชมพูอ่อน ๆ เข้ม ขึ้นอยู่กับปริมาณกรดของมะนาว ซึ่งทำให้น้ำฝางของเรามีสรรพคุณที่เพิ่มขึ้นไปอี๊ก คือช่วยแก้อาการไอ เจ็บคอ  เพิ่มเติม เกลือ น้ำผึ้งหน่อย ก็ได้ยาแก้ไอสีชมพูแล้วจ้ากระเจี๊ยบ, สมุนไพร, ฝาง, มะนาว, ยาต้ม, บำรุงเลือด, สมุนไพร, ไขมันในเลือด

ใครต้มยาสมุนไพรรักษาโรคไม่เป็น เรามีวิธีสอนด้วยนะ ตามลิ้งค์นี้เลย วิธีกินยาต้มที่ดีที่สุด (ฉบับมือโปร)

วิธีต้มยา

การต้มยามีอยู่ 2 แบบ  เเต่ละแบบก็มีความเเตกต่างกัน ในเเง่ของประสิทธิภาพในการรักษา และการวางแผนของหมอในคนไข้เเต่ละราย

  • แบบที่ 1 การต้มยาทั่วไป คือ ไม่ต้องการความเข้มข้นของตัวยามากจนเกินไป ใช้ในกรณีเป็นการปรับยาให้คนไข้ หรือต้องการประเมินผลในการรักษา
  • วิธีการต้ม  ใส่น้ำในหม้อต้มให้ท่วมยา  ตั้งไฟจนกว่าจะเดือด  พอเดือดแล้วให้จับเวลา 15 นาที แล้วกรองดื่มน้ำ
  • แบบที่ 2 การต้มเคี่ยว คือ เป็นการต้มยาเพื่อให้ด้ความเข้มข้นของตัวยาสูง มุ่งให้หวังผลการรักษาที่เร็วขึ้น เหมาะกับคนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรัง หรือมีธาตุหนัก
  • วิธีการต้ม ใส่น้ำในหม้อให้ท่วมยา ตั้งไฟให้เดือด ต้มนานจนเหลือน้ำ 1 ใน 3 แล้วกรองดื่มน้ำ

แล้วอุปกรณ์ละ เราจะเลือกหม้ออะไรดีมาใช้ต้มยา

ขอเเนะนำให้ใช้หม้อดินต้มยานะครับ เพราะว่าดีที่สุด เเต่ถ้าเป็นหม้ออื่นๆ ห้ามใช้หม้ออะลูมิเนียมในการต้มยาเด็ดขาด เพราะมียาบางตัวที่สามารถกัดอลูมิเนียมออกมาได้ ดังนั้นต้องระวังให้ดี เพราะอันตรายมาก

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือลำดับการต้มยา  กล่าวคือ สมุนไพรจำพวกแก่น ก้าน ราก ควรวางในหม้อก่อนเป็นอันดับเเรก จากนั้นเติมพวกใบ ดอก เกสร ตามลำดับ หรือถ้าตำรับยามีเกล็ดการบูร เมนทอล พิมเสน ควรใส่เป็นอันดับท้ายสุด ก่อนยกหม้อลงจากเตา

ทำไมเราต้องกินยาต้ม

นอกจากข้อดีในเรื่องการดูดซึมเเล้ว ยาต้มยังเป็นยาที่สามารถรักษาเฉพาะตัวบุคคล คือ หมอจะจัดยาให้เหมาะกับตัวคนไข้เอง โดยปรับไปตามอาการ ตามจุดอ่อนของธาตุเจ้าเรือน ทำให้เป็นการรักษาที่เฉพาะตัว หายได้รวดเร็วกว่า ไม่จำเป็นต้องกินยาหลายขนานให้เสียเวลา

ส่วนในเรื่องของรสชาติยาต้มนั้น ก็ไม่ได้เเย่อย่างที่หลายคนเข้าใจผิดนะครับ หากเป็นยาที่จ่ายเฉพาะราย ในเเต่ละตำรับยาต้ม จะมีการใส่ตัวยาที่ช่วยเสริมรสชาติให้ดียิ่งขึ้น เช่น การใส่รากชะเอม ช่วยให้รสหวานขึ้น แต่ต้องไม่ทำให้อาการหรือโรคกำเริบขึ้น หรือต้องไม่ใช่รสยาที่เเสลงกับโรคที่เป็น

แจกสูตรเสริม ยาบำรุงสำหรับสตรีวัยทอง

ยาสูตรนี้ มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงร่างกาย แก้ลมวิงเวียน แก้อุณหภูมิร่างกายเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ชาปลายมือ – ปลายเท้า เหมาะสำหรับสตรีที่ใกล้หมดประจำเดือนอายุระหว่าง 45 – 50 ปี

ส่วนผสม ขิงสด 1 เหง้า ยาหอม 1 ช้อนชา

วิธีทำ ใช้ขิงสดทุบให้แตก ใส่กาน้ำต้ม นำน้ำมาละลายยาหอม รับประทานเช้า – เย็น หรือก่อนนอนทุกวัน

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ติดตามชีวจิตได้ที่

Instagram Cheewajitmedia
Facebook นิตยสาชีวจิต

© COPYRIGHT 2024 Amarin Corporations Public Company Limited.